ทส.ร่อนหนังสือถึงอดีตทีมบริหารสัญญาโครงการคลองด่าน เรียกสอบข้อเท็จจริงทำรัฐเสียหาย ส่อโดนร่วมชดใช้ 9 พันล้าน

ทส.ร่อนหนังสือถึงอดีตทีมบริหารสัญญาโครงการคลองด่าน เรียกสอบข้อเท็จจริงทำรัฐเสียหาย ส่อโดนร่วมชดใช้ 9 พันล้าน

17 กุมภาพันธ์ 2559


 

กรณีศาลปกครองมีคำสั่งให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จ่ายเงินค่าชดเชยความเสียหาย วงเงิน 9 พันล้านบาท ให้แก่กลุ่มกิจการร่วมค้า เอ็นวีพีเอสเคจี ที่เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จ.สมุทรปราการ เนื่องจาก คพ.บอกเลิกสัญญาโครงการดังกล่าว ต่อมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติวงเงินและชำระงวดแรกไปแล้ว 4 พันล้านบาท ขณะที่ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรี ทส. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีความรับผิดชอบทางละเมิด จำนวน 5 คน โดยมีนายวรศาสตร์ อภัยพงษ์ ผู้ตรวจราชการ ทส. เป็นประธาน ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนว่าข้าราชการและผู้บริหารระดับสูงของ ทส.คนใด ต้องรับผิดชอบในการยกเลิกสัญญาก่อสร้างโครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้คณะกรรมการสอบสวนกรณีความรับผิดชอบทางละเมิด ได้มีหนังสือถึงนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ อดีตรัฐมนตรี ทส. และทีมงานบางคน รวมทั้งคณะกรรมการตรวจสอบและเสนอแนะการบริหารโครงการจัดการน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษ จ.สมุทรปราการ ประกอบด้วย 1.นายสุรเชษฐ์ หรือสิรภพ ดวงสอดศรี อดีตประธานกรรมการ และผู้อำนวยการพรรคภูมิใจไทย 2.นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตกรรมการ นายยงยุทธ ศรีสัตยาชน อดีตกรรมการ 3.นายประพจน์ คล้ายสุบรรณ อดีตกรรมการ 4.นายเสมอ ลิ้มชูวงศ์ อดีตกรรมการ และ 5.นายมนู หรือธิติ ทองศรี อดีตกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการ โดยเอกสารระบุว่า ให้บุคคลเหล่านี้มาพบคณะกรรมการสอบสวนฯ เพื่อสอบหาข้อเท็จจริง เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้อง และอาจจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ คพ.ด้วย

นายสิรภพ ดวงสอดศรี อดีตประธานกรรมการตรวจสอบและเสนอแนะการบริหารสัญญา โครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากได้รับหนังสือของ คพ. ก็ได้สอบถามไปยังคณะทำงานในช่วงนั้น ทุกคนบอกว่าได้รับหนังสือเหมือนกันหมด มีเนื้อหาเหมือนจะตั้งธงเอาไว้ว่าพวกตนคือผู้กระทำผิด ทำให้รัฐได้รับความเสียหาย เนื้อหาในหนังสือได้ตั้งคำถามหลายข้อ และระบุถึงประเด็นที่อาจจะเข้าข่ายการกระทำผิด เช่น ถามว่าคณะกรรมการได้ประชุมกันกี่ครั้ง และนอกจากเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีแล้ว ตามรายงานแนบท้ายหนังสือลับด่วนที่สุด ได้เสนอความเห็นเพิ่มเติมนอกจากนี้หรือไม่ ซึ่งคำถามดังกล่าวระบุด้วยว่า อาจจะเข้าข่ายการกระทำผิด เรื่องการตรวจสอบสัญญาและข้อกฎหมายตามอำนาจหน้าที่คำสั่ง ทส.ซึ่งกำหนดเอาไว้ว่า การตรวจสอบสัญญา สิทธิ และหน้าที่ต่างๆ ของคู่สัญญา ตลอดจนข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้อง และเสนอแนะแนวทางที่จะดำเนินการต่อไป เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยคำนึงถึงบรรยากาศการลงทุน

ยังมีอีกหลายคำถามที่คณะกรรมการชุดนี้ถาม ให้พวกเราไปตอบ เพื่อจะสรุปว่าพวกเราผิด และต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งผมและคณะทั้งหมด ขอเรียนว่าโครงการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน เริ่มต้นมาตั้งแต่ พ.ศ.2540 ผมเข้าไปเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี ทส. วันที่ 11 กรกฎาคม 2545 มีการตรวจพบว่าสัญญาการก่อสร้างไม่มีความชอบธรรม เพราะไม่มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องการทำระบบบำบัดน้ำเสียโดยตรงอยู่ร่วมในสัญญา มีเพียงหนังสือมอบอำนาจจากบริษัทที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบบำบัดน้ำเสียและให้ผู้แทนมาร่วมเซ็นสัญญาเท่านั้น ทั้งที่ระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กำหนดเอาไว้ว่า การมาเซ็นสัญญาโครงการใหญ่ขนาดนี้ ต้องมีองค์ประกอบครบสมบูรณ์แบบตามระเบียบที่กำหนดเอาไว้ อีกทั้งในช่วงเวลาดังกล่าว มีการนำเสนอเรื่องความไม่ชอบมาพากลของการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่านทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเทคนิคการก่อสร้าง ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมออกมาวิจารณ์เรื่องเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับพื้นที่อีกด้วยนายสิรภพกล่าว

นายสิรภพกล่าวอีกว่า คณะกรรมการฯซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักกฎหมายได้หารือกัน และทำหนังสือเสนอแนะไปยังรัฐมนตรี ทส.ในขณะนั้น ในที่สุดจึงมีการยกเลิกสัญญา ซึ่งเป็นการรักษาผลประโยชน์ให้ภาครัฐ เพราะในขณะนั้นได้เบิกจ่ายเงินค่าก่อสร้างไปแล้วถึง 90% เป็นเงิน 17,045,889,431.40 บาท กับอีก 121,343,887.19 เหรียญสหรัฐ และการหยุดจ่ายเงินค่าก่อสร้างที่เหลืออีก 10% ไม่ได้เกิดจากการบอกเลิกสัญญา แต่มีการหยุดจ่ายมาตั้งแต่ปี 2544 เพราะคณะกรรมการตรวจรับงานไม่ยอมตรวจรับ เพราะการก่อสร้างไม่สมบูรณ์แบบ

พวกเราไม่ใช่คู่กรณีที่ คพ.จะต้องมาไล่บี้เพื่อหาผู้รับเคราะห์ แต่เราเป็นผู้รักษาผลประโยชน์ให้ประเทศชาติ อีกทั้งในขณะนั้นพวกเราก็ทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย มีเอกสาร มีองค์ความรู้ และมีข้อมูลประกอบ แต่ก็ไม่มีอำนาจที่จะไปตัดสินใจใดๆ รู้สึกเสียใจและผิดหวังอย่างยิ่งที่ถูกกระทำอย่างนี้จากผู้บริหาร ทส.ปัจจุบัน ตอนนี้ทุกคนก็พยายามรวบรวมหลักฐาน และหากมีการระบุว่า จะต้องชดใช้ค่าเสียหาย เราจะต้องฟ้องกลับแน่นอนนายสิรภพกล่าว

 

เมื่อถามว่า คิดว่า การกระทำเช่นนี้ มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรหรือไม่ นายสิรภพกล่าวว่า ผมไม่รู้ แต่ก็ไม่เห็นด้วยที่ คพ.จะต้องจ่ายค่าเสียหายให้กลุ่มกิจการร่วมค้า 9 พันล้านบาทตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว หาก คพ.จะต่อสู้ทางกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อให้ตัวเองชนะ ไม่ต้องจ่าย ก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงมากว่าจะชนะคดี แต่ไม่รู้ว่าเหตุใด ในที่สุดก็แพ้ได้ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

 

ที่มา : มติชนออนไลน์ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย