"บัญชีกลาง" คาดกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ บังคับใช้เดือน พ.ค.นี้

"บัญชีกลาง" คาดกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ บังคับใช้เดือนพ.ค.นี้

17 กุมภาพันธ์ 2559


 

        กรมบัญชีกลางชี้ทุกหน่วยงานรัฐต้องเข้าสู่ระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อสร้างความโปร่งใสแก่ภาคเอกชน เชื่อช่วยลดทุจริตหลังกำหนดโทษอาญาจำคุก 1-10 ปี และปรับ 4 หมื่น-4 แสนบาท และโทษสาวถึงผู้สั่งการกระทำทุจริตด้วย

          นายมนัส  แจ่มเวหา  อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า วานนี้ (16 ก.พ.) กรมบัญชีกลางได้จัดสัมมนาสรุปร่างพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ...ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ารับฟัง โดยมี นายมาร์ค เค้นท์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย และนายมาร์ติน ฮาร์ท-แฮนเซ่น ผู้ช่วยผู้แทนสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย ร่วมกล่าวเปิดสัมมนา

 

          ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณา ในชั้นของคณะรัฐมนตรี ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นกฤษฎีกา คาดว่า การพิจารณา ในชั้นกฤษฎีกาจะแล้วเสร็จใน 1 เดือนข้างหน้า จากนั้นจะนำเข้าสู่การพิจารณาในชั้นสภานิติบัญญัติ โดยใช้เวลาประมาณ 1 เดือน คาดร่างกฎหมายดังกล่าว จะมีผลบังคับใช้เร็วสุดในเดือนพ.ค.นี้ กฎหมายจะกำหนดเวลาบังคับใช้จริงนับจากกฎหมายมีผลบังคับใน 180 วัน เพื่อออกกฎหมายลูกที่เป็นระเบียบปฏิบัติบังคับใช้

          สาเหตุที่ต้องออกกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐมีกฎหมายรองรับเป็นไปตามมาตรฐานสากล เดิมการจัดซื้อจัดจ้างจะอิงกับระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อออกเป็นกฎหมาย ทำให้ภาคเอกชน โดยเฉพาะ เอกชนจากต่างประเทศเกิดความมั่นใจว่าระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีความโปร่งใส

          "การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐปัจจุบัน ยังไม่มีกฎระเบียบที่เป็นมาตรฐานกลางสำหรับใช้บังคับกับทุกหน่วยงาน เพราะส่วนราชการ ก็ใช้ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 แต่หากเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หน่วยงานอิสระ และ หน่วยงานอื่นๆ จะมีระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดซื้อของตัวเอง ทำให้เกณฑ์จัดซื้อไม่เป็นมาตรฐานกลาง"

          ทั้งนี้ ขอบเขตการใช้บังคับกฎหมาย ดังกล่าว คือ 1.ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้ 1.การดำเนินงานของ รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรง 2.การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างยุทโธปกรณ์และการบริการทางทหารโดยวิธีรัฐบาลต่อรัฐบาล 3.การดำเนินการเพื่อการวิจัยและพัฒนาหรือการจ้าง ที่ปรึกษาที่ไม่สามารถดำเนินการตามกฎหมายนี้ได้ 4.การดำเนินการโดยใช้เงินกู้หรือเงินช่วยเหลือที่สัญญาหรือข้อกำหนดในการให้เงินกู้หรือเงินช่วยเหลือกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น 5.การดำเนินการโดยใช้เงินกู้หรือเงินช่วยเหลือที่สัญญาหรือข้อกำหนดในการให้เงินกู้หรือเงินช่วยเหลือกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ร่วมกับ เงินงบประมาณ

          ส่วน 2.การยกเว้นไม่นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้มาใช้บังคับแก่การดำเนินการใด ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และ 3.ในส่วนระเบียบที่ออกตามความในกฎหมายนี้ ให้ใช้บังคับกับหน่วยของรัฐทุกแห่ง เว้นแต่ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ประสงค์จะจัดให้มีระเบียบหรือข้อบังคับ หรือ ข้อบัญญัติเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหาร พัสดุขึ้นใช้เองก็ให้กระทำได้

 

          ร่างกฎหมายดังกล่าว ช่วยลดปัญหาการทุจริต การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยได้กำหนดบทลงโทษ อาญาไว้ในกฎหมายด้วย จากเดิมต้องอิงกฎหมาย อาญาตามมาตรา 157 เพื่อเป็นบทลงโทษกรณีทุจริตการจัดซื้อจัดจ้าง ขณะเดียวกัน บทลงโทษ ยังสูงกว่ากฎหมายอาญาตามมาตรา 157 ด้วย โดยมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี และ ปรับ ตั้งแต่ 4 หมื่นบาท ถึง 4 แสนบาทและ หากผู้ใดเป็นผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าว ผู้นั้นต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นๆด้วย นอกจากนี้ ในกฎหมายยังกำหนดให้มีผู้สังเกตการณ์จากภาคเอกชน เข้าร่วมในการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างด้วย

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

 

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย