รับนักเรียนปี59 ปลอดแป๊ะเจี๊ยะ จับได้-มีหลักฐานปลดทันที

รับนักเรียนปี59 ปลอดแป๊ะเจี๊ยะ จับได้-มีหลักฐานปลดทันที

17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559


 

เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ/รายงาน

          ใกล้เข้ามาทุกทีกับ "ฤดูกาลรับนักเรียน ปีการศึกษา 2559" ช่วงเวลาสำคัญของบรรดาคุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครอง ที่ต้องเร่งรีบสรรหาที่เรียนที่ดีที่สุดสำหรับลูก เพื่อให้ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ..

          โดยเฉพาะ..การรับนักเรียนระดับ ม.1 ในโรงเรียนดัง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 282 โรงทั่วประเทศ ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเรียนที่มีการแข่งขันชิงที่นั่งกันดุเดือด!  ซึ่งปีการศึกษา 2559 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้กำหนดยอดรวมรับนักเรียนอยู่ที่ 1.96 ล้านคน แบ่งเป็น ระดับอนุบาล หรือก่อนประถมศึกษาจำนวน 4.2 แสนคน ระดับประถมศึกษา 1 (ป.1)  จำนวน 5.4 แสนคน ระดับมัธยมศึกษา 1 (ม.1) จำนวน 6 แสนคน และระดับ ม.4 จำนวน 4 แสนคน

 

          อย่างไรก็ดี ภาพรวมเกณฑ์การรับนักเรียน สพฐ.ในปีนี้ ระดับ ม.1 และ ม.4 ยังกำหนดใช้คะแนนการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ร้อยละ 20 เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการคัดเลือก แต่ปรับลดการ ใช้คะแนนจาก 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้เหลือ 5 กลุ่ม สาระฯ ซึ่งเด็กจะต้องยื่นคะแนนโอเน็ตวันที่ 30 มีนาคม 2559 เพื่อใช้พิจารณาร่วมกับคะแนนสอบคัดเลือกของโรงเรียน

          ทั้งนี้ การรับเด็ก ม.1 สพฐ.กำหนดให้ใช้วิธีการสอบคัดเลือก แบ่งสัดส่วนในเขตพื้นที่บริการ ร้อยละ 60 และนอกพื้นที่บริการ ร้อยละ 40 ซึ่งข้อสอบที่ใช้ต้องอยู่ในกรอบของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่เกินเนื้อหาของชั้น ป.6 ขณะเดียวกัน หากโรงเรียนจะกำหนดสัดส่วนให้มีการจับสลากของกลุ่มเด็กในพื้นที่บริการร่วมด้วยก็ได้

          "การรับนักเรียน ม.1 เฉพาะโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง 282 โรง ทั่วประเทศ จะต้องรับนักเรียนเพียงรอบเดียวเท่านั้น และการรับนักเรียนปีนี้จะต้องไม่ให้มีการเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ เพื่อแลกที่นั่งในชั้นเรียนอย่างเด็ดขาด และถ้าผู้ปกครองพบข้อมูลว่ามีโรงเรียนใดเรียกรับเงินแลกกับที่นั่งก็ขอให้แจ้งมา ที่ สพฐ.ได้ทันที และถ้าตรวจสอบพบว่ามีการเรียกรับเงินจริงก็จะต้องถูกลงโทษทางวินัย" การุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ประกาศชัดรับนักเรียนต้องปลอดแป๊ะเจี๊ยะ

          การุณ ย้ำด้วยว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องวางแผนรับนักเรียนให้โปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ สำคัญคือ เด็กต้องมีที่เรียนทุกคน ต้องทำให้ผู้ปกครองและนักเรียนมีความสุขในการเข้าเรียน นอกจากนี้ ขอให้โรงเรียนดังเร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองรู้จักกับโรงเรียนคู่พัฒนาของแต่ละแห่ง เพื่อจะได้เกิดความมั่นใจในคุณภาพว่าไม่แตกต่างจากโรงเรียนดัง ซึ่งตรงนี้จะลดความหนาแน่นในการสมัครเรียนของโรงเรียนดังเช่นที่ผ่านมา

          การแข่งขันชิงที่นั่ง ม.1 ของโรงเรียนที่มีอัตราแข่งขันสูง 282 โรงทั่วประเทศนั้น ในพื้นที่กรุงเทพฯ จะถูกจับตามองมากที่สุด เพราะมีโรงเรียนดัง มีคุณภาพมากถึง 52 โรง อาทิ ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัย ร.ร.บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ร.ร.หอวัง ร.ร.สามเสนวิทยาลัย ฯลฯ ขณะที่ต่างจังหวัดที่นั่งสำหรับเด็กๆ โรงเรียนดังในพื้นที่ก็น่าสนใจไม่แพ้ กัน โดย เกษม กาเตจ๊ะ รองผู้อำนวยการ ร.ร.ลำปางกัลยาณี จ.ลำปาง กล่าวว่า ในแต่ละปีมีนักเรียนมาสมัครเรียน ม.1 จำนวนมาก ปีนี้โรงเรียนมีแผนรับอยู่ที่ 525 คน ในจำนวนนี้จะเป็นเด็กเรียนห้องพิเศษโครงการความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์ 1 ห้องเรียน 30 คน ซึ่งโรงเรียนจะเปิดรับสมัครและคัดเลือกก่อนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้

          ส่วนที่เหลือ 495 คน จะใช้วิธีการสอบคัดเลือกและคะแนนโอเน็ต ซึ่งแม้จะปรับลดกลุ่มสาระฯ เหลือ 5 กลุ่ม ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไร และก็เห็นด้วย เพราะจะทำให้การคัดเลือกเด็กเห็นผลเชิงคุณภาพชัดมากขึ้น โดยโรงเรียนจะเปิดรับนักเรียนเพียงรอบเดียวตามนโยบาย สพฐ. ส่วนเด็กที่พลาดหวังก็จะช่วยดูแลจัดหาที่เรียนให้ โดยประสานกับโรงเรียนเครือข่ายในการส่งต่อเด็กได้มีที่เรียนทุกคน

          ด้าน มณทิพย์ เทพวารินทรามาศ นายกสมาคมครูและผู้ปกครอง ร.ร.วัดน้อยนพคุณ บอกว่า ต้องยอมรับว่าสำหรับผู้ปกครองหลายคนโรงเรียนทั่วไปอาจเป็นเพียงแค่ตัวเลือกภายหลังจากที่พลาดหวังโรงเรียนดังๆ อยากฝากว่า แม้ทุกคนอยากจะเริ่มต้นให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนดัง เพราะมองว่าเป็นเบ้าหล่อหลอมที่มีคุณภาพ แต่ในบางครั้งก็อยากให้พ่อแม่ได้พูดคุยถึงความต้องการแท้จริงของลูกๆ ด้วยว่า ต้องการอะไร อยากเรียนอะไร และพาเขาไปดูไปศึกษา ยอมรับการตัดสินใจของเขาและฝึกให้เขารับผิดชอบต่อสิ่งที่เขาได้เลือก ต้องไม่เอาความคิดตนเองเป็นที่ตั้ง และในเวลานี้โรงเรียนทุกแห่งก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการพัฒนาคุณภาพต่อเนื่อง เช่นที่ ร.ร.วัดน้อยฯ เป็นคู่พัฒนาของ ร.ร.สามเสนวิทยาลัย ที่โรงเรียนเน้นส่งเสริมให้เด็กได้รับการพัฒนาตามศักยภาพ มีการกำหนดเป้าหมายพัฒนาคุณภาพเด็ก มุ่งสอนให้เด็กได้รู้จักค้นหาตัวตนเส้นทางเพื่อจะนำไปสู่เส้นทางการศึกษาต่อ หรือเส้นทางอาชีพในอนาคต

          แน่นอนว่าเพื่อรากฐานชีวิตที่มั่นคงสำหรับลูกแล้ว พ่อแม่ทุกคนจำเป็นต้องคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูก "โรงเรียน" ที่ให้การศึกษาจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ซึ่ง สพฐ.ให้คำมั่นแล้วว่า เด็กทุกคนต้องมีที่เรียน และมีความสุข โดยการรับนักเรียนจะต้องปลอดแป๊ะเจี๊ยะ!!

          ปฏิทินการรับนักเรียน

          สำหรับปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2559 มีดังนี้ ม.1 จะใช้วิธีการสอบคัดเลือกในสัดส่วน 60:40 หรือจับสลากร่วมด้วย โดยกลุ่มโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง 282 โรง สามารถดำเนินการรับนักเรียนได้เพียงรอบเดียว ม.1 ห้องเรียนพิเศษ สมัครได้วันที่ 20-24 ก.พ. สอบ 5 มี.ค. ประกาศผล 10 มี.ค. รายงานตัว 12 มี.ค. มอบตัว 9 เม.ย. รับสมัครสอบคัดเลือกนักเรียนทั่วไปและใช้คะแนนโอเน็ต รับสมัคร 20-24 มี.ค. สอบคัดเลือก 26 มี.ค. ประกาศผลและรายงานตัว 2 เม.ย. มอบตัว 9 เม.ย. รับสมัครนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ 20-21 มี.ค. สอบ 23 มี.ค. ประกาศผลและรายงานตัว 25 มี.ค. มอบตัว 9 เม.ย.

          นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ สมัคร 20-24 มี.ค. ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 2 เม.ย. มอบวันที่ 9 เม.ย. ระดับ ม.1 โรงเรียนทั่วไปรับสมัคร 20-24 มี.ค. สอบคัดเลือก 3 เม.ย. ประกาศผลและรายงานตัว 7 เม.ย. มอบตัว 9 เม.ย. จับสลากประกาศผลและรายงานตัว 3 เม.ย. มอบตัว 9 เม.ย. โดยนักเรียนต้องยื่นคะแนนโอเน็ต 30 มี.ค. ทั้งนี้ นักเรียนที่มีความประสงค์จะให้เขตพื้นที่จัดหาที่เรียนให้ รับสมัคร 6-10 เม.ย. ประกาศผลและรายงานตัว 17 เม.ย. ระดับ ม.4 ห้องเรียนพิเศษ สมัคร 20-24 ก.พ. สอบ 6 มี.ค. ประกาศผล 11 มี.ค. รายงานตัว 13 มี.ค. มอบตัว 9 เม.ย. รับสมัครสอบคัดเลือกนักเรียนทั่วไปและใช้คะแนนโอเน็ต 20-24 มี.ค. สอบ 27 มี.ค. ประกาศและรายงานตัว 3 เม.ย. มอบตัว 10 เม.ย.

          ส่วนนักเรียนชั้น ม.3 ที่จบจากโรงเรียนเดิม ให้รายงานตัว 31 มี.ค. มอบตัว 10 เม.ย. ให้รับนักเรียนที่จบจากชั้น ม.3 เดิมเข้าเรียนต่อชั้น ม.4 โดยให้เลือกนักเรียนที่มีผลการเรียนเฉลี่ยรวม 5 ภาคเรียน ไม่ต่ำกว่า 2.00 เข้าเรียนรับสมัครนักเรียนความสามารถพิเศษ 20-21 มี.ค.2559 สอบ 23 มี.ค. ประกาศผลและรายงานตัว 25 มี.ค. มอบตัว 10 เม.ย. นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ รับสมัคร 20-24 มี.ค. ประกาศผลและรายงานตัว 3 เม.ย. มอบตัว 10 เม.ย. โดยนักเรียนต้องยื่นคะแนนโอเน็ต 30 มี.ค. อย่างไรก็ตามสำหรับ ม.1-ม.4 ที่รับรอบ 2 นักเรียนที่ยังไม่ที่เรียน โดยผู้ปกครองและนักเรียนจะต้องไปยื่นความประสงค์กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

          เส้นทางการเข้าเรียน..

          วิธีการรับนักเรียน ม.1 จะใช้วิธีการสอบคัดเลือกในสัดส่วน 60:40 หรือจับสลากร่วมด้วย โดยกลุ่มโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง 282 โรง สามารถดำเนินการรับนักเรียนได้เพียงรอบเดียว ส่วนกลุ่มโรงเรียนทั่วไป สามารถรับได้ 2 รอบ โดยในรอบ 2 จะเป็นการรับนักเรียนที่ยังไม่ที่เรียน โดยผู้ปกครองและนักเรียนจะต้องไปยื่นความประสงค์กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เพื่อจัดสรรที่เรียนให้ ซึ่งปีนี้กำหนดไว้วันที่ 6-10 เม.ย. ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 17 เม.ย. สำหรับโรงเรียนที่เปิดสอนทั้งระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และ ม.ปลาย ให้รับนักเรียนที่จบจากชั้น ม.3 เดิมเข้าเรียนต่อชั้น ม.4 โดยให้เลือกนักเรียนที่มีผลการเรียนเฉลี่ยรวม 5 ภาคเรียน ไม่ต่ำกว่า 2.00 เข้าเรียน

          ขณะที่เด็กบางกลุ่มยังสามารถเข้าเรียนต่อได้อีก 2 วิธีการ คือ การรับนักเรียนความสามารถพิเศษ เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ และการรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ อาทิ นักเรียนสอบได้คะแนน เท่ากันในลำดับสุดท้าย, มีข้อตกลงในการจัดตั้ง,

          เด็กยากไร้และด้อยโอกาส, บุตรผู้เสียสละเพื่อชาติหรือผู้ประสบภัยพิบัติ เป็นต้น ซึ่งโรงเรียนจะประกาศให้ผู้ปกครองรับทราบชัดเจนถึงหลักเกณฑ์และวิธีการรับ รวมถึงผลการคัดเลือกและให้ดำเนินการรับรอบเดียวเท่านั้น ส่วนจำนวนนักเรียนต่อห้องปีนี้ สพฐ.กำหนดชัดเจนว่า อยู่ที่ 40 คนต่อห้องแต่ไม่เกิน 50 คนต่อห้อง เพื่อไม่ให้ห้องเรียนมีขนาดใหญ่เกินไป ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการจัดการศึกษา และในอนาคตยังมีแนวคิดที่จะปรับลดจำนวนนักเรียนต่อห้องลงได้

 

          ส่วนเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย  (พิการ) สามารถเข้ารับการศึกษาได้ทั้งกับโรงเรียน ที่มีการจัดการเรียนร่วม ซึ่งเป็นการเรียนร่วมระหว่างเด็กพิการและเด็กปกติ หรือกรณีที่ไม่สามารถเรียนร่วมได้ สามารถสมัครเข้าศึกษาได้ที่โรงเรียนที่จัดการศึกษาสำหรับเด็กพิการ โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อโรงเรียนยังเขตพื้นที่ฯ ขณะที่เด็กด้อยโอกาส ยากจน ก็สามารถสมัคร เข้าเรียนได้ที่ ร.ร.ศึกษาสงเคราะห์, ราชประชา นุเคราะห์ เป็นต้น

 

ที่มา : คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย