นักลงทุนสถาบันประกาศไม่ลงทุนหุ้น "ซีพีออลล์" เพิ่มถ้ายังไม่ชัดเจนเรื่องธรรมาภิบาล

นักลงทุนสถาบันประกาศไม่ลงทุนหุ้น "ซีพีออลล์" เพิ่มถ้ายังไม่ชัดเจนเรื่องธรรมาภิบาล

19 กุมภาพันธ์ 2559


 

มตินักลงทุนสถาบันประกาศไม่ลงทุนหุ้น "ซีพีออลล์" เพิ่มถ้ายังไม่ชัดเจนเรื่องธรรมาภิบาล แต่ไม่ถอนออก ระบุเพื่อรักษาประโยชน์นักลงทุนและแสดงความเป็นมืออาชีพ แนะจับตาการลงทุนในหุ้นกู้ของกลุ่มซีพี 1 แสนล้านบาท ด้าน ก.ล.ต.ชี้กฎหมายใหม่สามารถเอาผิดริบเงินคนใช้อินไซด์หุ้นและไล่ออกผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนที่กระทำความผิดได้

 

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง และนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน กล่าวว่า ที่ประชุมบริษัทสมาชิกร่วมกับนักลงทุนสถาบัน ประกอบด้วย กองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) บริษัทประกัน ได้แสดงจุดยืนร่วมกันวันนี้ว่า จะไม่ลงทุนเพิ่มในหุ้นของ บมจ.ซีพีออลล์ (CPALL) หากยังไม่มีความชัดเจนในการแก้ปัญหาธรรมาภิบาล (CG) แต่ขณะเดียวกันจะไม่มีการถอนการลงทุนออก

 

อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมไม่ได้พิจารณาการเข้าลงทุนหุ้นและหุ้นกู้ของบริษัทในกลุ่มซีพี ได้แก่ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) แต่อย่างใด

นอกจากนี้ ที่ประชุมวันนี้ทางบริษัทจัดการกองทุน (บลจ.) ทุกราย รวมทั้งบริษัทประกันชีวิต กองทุนประกันสังคม และ กบข. ซึ่งเป็นนักลงทุนสถาบัน จะเข้าไปใช้สิทธิ์ในที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) ของ CPALL เพื่อไปเรียกร้องต่อคณะกรรมการฯ และเจ้าของกิจการให้รับทราบและตระหนักถึงเรื่องธรรมาภิบาล (CG) โดยให้แต่ละรายเข้าทำหน้าที่ ซึ่งที่ผ่านมาแต่ละ บลจ.อาจจะทยอยขายออกไปบ้าง แต่เชื่อว่าทุกรายยังคงถือหุ้น CPALL

"ในนามของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน เราได้หารือเรื่องธรรมาภิบาลของ บมจ.ซีพีออลล์ สรุปได้ว่าเราจะเดินไปจนถึงมีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น เราไม่ได้เอาชนะคะคาน แต่เราไปทำหน้าที่ผู้ลงทุนเพื่อรักษาประโยชน์สิ่งที่เราลงทุนไป เพื่อแสดงความเป็นมืออาชีพ เราคิดว่าด้วยเสียงของเรา เราไม่รู้มีเท่าไร แต่แม้ว่าเสียงของเราจะไม่ชนะ แต่เราต้องเข้าไปทำหน้าที่ เขาจะต้องรับรู้ทั้งผู้บริหาร เจ้าของ ว่าเถ้าแก่น้อยอย่างเราคิดอย่างไร เราคาดหวังมากว่าบริษัทจะเข้าใจและจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีเกิดขึ้น แต่ไม่ได้เล็งผลเลิศ" นางวรวรรณแถลงภายหลังการหารือแนวทางกำหนดจุดยืนผู้ลงทุนสถาบันกรณีใช้ประโยชน์จากข้อมูลภายใน

พร้อมระบุว่า หลังจากนี้ถือว่าเราทำหน้าที่ในนามสมาคมเสร็จสิ้นแล้ว ต่อไปนี้ก็เป็นหน้าที่แต่ละ บลจ.ไปทำหน้าที่นักลงทุนสถาบันกันเอง ยกเว้นจะมีข้อมูลใหม่สำหรับกรณี CPALL และกรณีใหม่

นายวิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด และในฐานะตัวแทนจากสมาคมซีเอฟเอประเทศไทย กล่าวว่า แต่ละ บลจ.ที่ยังมีการถือหุ้น CPALL อยู่ เพราะการขายออกไปอาจจะส่งผลกระทบต่อตัวบริษัทจัดการเอง และผู้ถือหน่วยด้วย และบางกองทุน เช่น ETF ดัชนี SET50 ก็จำเป็นต้องถือหุ้น CPALL ตามนโยบายของกองทุน

แหล่งข่าวจากสมาคมบริษัทจัดการลงทุนเปิดเผยว่า ให้จับตาดูให้ดีเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นกู้ของกลุ่มซีพีที่มีอยู่ประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงมาก ถ้าผู้ลงทุนสถาบันไม่ลงทุนหุ้นกู้เพิ่ม เป็นเรื่องใหญ่มากกว่าการไม่เพิ่มการลงทุนในหุ้นสามัญ เพราะยังมีนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนรายย่อยเข้ามาถือแทนได้ แต่หุ้นกู้ของ CPALL และหุ้นกู้ในกลุ่มซีพีมีจำนวนมากที่ถือโดยนักลงทุนสถาบันในประเทศ ซึ่งหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่อง CG ก็อาจจะกระทบกับการออกหุ้นกู้เพิ่มเติมในอนาคตได้

ด้านนางวรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการอาวุโสสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ก.ล.ต.ไม่ได้แสดงความคิดเห็นในที่ประชุม เพราะตนเองเข้ามาประชุมในฐานะผู้ดูแลด้านบรรษัทภิบาลของบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ตาม ในด้านการลงโทษผู้บริหารที่ใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหุ้นนั้น ในพระราชบัญญัติมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อส่งให้สมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไปนั้น กฎหมายระบุว่า สามารถริบเงินคืน ปรับ และศาลสามารถสั่งให้ผู้บริหารที่กระทำความผิดพ้นจากการเป็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนได้ นอกจากนี้ ยังอยู่ในระหว่างเพิ่มบทลงโทษผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนที่กระทำความผิดโดยอาจให้ผู้ที่กระทำความผิดออกจากตำแหน่งทันที

ทั้งนี้ ก.ล.ต.อยู่ในระหว่างจัดทำแนวทางปฏิบัติเรื่องการลงทุนของ บลจ. โดยกำหนดให้มีแนวทาง 7 ข้อ เช่น เลือกลงทุนในบริษัทที่มีบรรษัทภิบาลที่ดี ต้องใช้สิทธิ์ออกเสียงและติดตามการทำงานของบริษัทจดทะเบียนที่เข้าลงทุน คาดว่าแนวทางดังกล่าวจะประกาศใช้ได้ในปี 2559 เบื้องต้นจะเป็นแนวทางแบบสมัครใจ หาก บลจ.ใดไม่เข้าร่วม ต้องชี้แจงเหตุผลที่ไม่เข้าร่วมด้วย

การประชุมของ บลจ.ครั้งนี้ ถือเป็นพัฒนาการของประเทศไทยที่นักลงทุนสถาบันให้ความสำคัญเรื่องบรรษัทภิบาลของบริษัทจดทะเบียน อาจเป็นเพราะเป็นบริษัทใหญ่ และการจัดการแบบเด็ดขาดของสมาคม ทำให้สังคมสนใจและตระหนักว่าการใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหุ้นเป็นเรื่องที่ผิดเห็นได้ชัด คือราคาหุ้นที่เกี่ยวข้องเปลี่ยนแปลงไปนางวรัชญา กล่าว

ทั้งนี้ ปัญหาด้านธรรมาภิบาลของผู้บริหารซีพีออลล์ เกิดขึ้นเมื่อสำนักงาน ก.ล.ต. มีคำสั่งเปรียบเทียบ นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์, นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล, นายพิทยา เจียรวิสิฐกุล และนายอธึก อัศวานันท์ กรณีอาศัยข้อมูลภายใน หรืออินไซเดอร์เทรดดิ้ง ซื้อหุ้นบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)(บมจ.) (MAKRO) เป็นเงินรวม 33,339,500 บาท และเปรียบเทียบ นายสมศักดิ์ เจียรวิสิฐกุล และนางสาวอารียา อัศวานันท์ ซึ่งให้การช่วยเหลือสนับสนุน เป็นเงินรายละ 333,333.33 บาท

 

โดย ก.ล.ต.ได้รับแจ้งจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า บุคคลตามข้างต้นได้ซื้อหุ้น MAKRO โดยอาศัยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงราคาของหุ้น MAKRO ที่ยังไม่ได้เปิดเผยต่อประชาชน.

 

 

ที่มา : ไทยโพสต์ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย