จี้สรยุทธเลิกเล่าข่าว คุก13ปีโกงโฆษณา อสมท. คนสื่อชี้กระทบจริยธรรม

จี้สรยุทธเลิกเล่าข่าว คุก13ปีโกงโฆษณา อสมท. คนสื่อชี้กระทบจริยธรรม

1 มีนาคม 2559


 

ศาลอาญาสั่งจำคุก 13 ปี 4 เดือน "สรยุทธ-ลูกน้อง บจก.ไร่ส้ม" โกงค่าโฆษณา อสมท 138 ล้าน ส่วนพนักงาน อสมท โดนจำคุก 20 ปีโดยไม่รอลงอาญา พร้อมสั่งปรับ กก.บจก.ไร่ส้ม 8 หมื่นบาท ชี้หลักฐานมัดพนักงานจัดคิวโฆษณาของ อสมท ใช้น้ำยาลบคำผิดลบรายการโฆษณาที่เกินเวลาออกจากใบคิวโฆษณารวม และรับเช็ค 6.5 แสนเป็นค่าตอบแทน ศาลให้ประกันคนละ 2 ล้าน ห้ามออกนอกประเทศ รายงานตัวทุก 30 วัน ตัวแทนวิชาชีพสื่อ-นักนิเทศศาสตร์แนะหยุดปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษามาตรฐานทางจริยธรรม "เทพชัย" เชื่อสังคมจะกดดันช่อง 3 และสรยุทธ "วสันต์" เตือนหากยังทำหน้าที่จะกระทบความน่าเชื่อถือ แต่ช่อง 3 โบ้ยเป็นเรื่องส่วนบุคล

 

ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ห้องพิจารณาคดี 912 เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 กุมภาพันธ์ ศาลนัด พิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.313/2558 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ ฟ้องนางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน), บริษัท ไร่ส้ม จำกัด โดย น.ส.อังคนา วัฒนมงคลศิลป์ และ น.ส.สุกัญญา แซ่ลิ่ม ในฐานะ กก.ผจก.บจก.ไร่ส้ม, นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดังและ กก.ผจก.บจก.ไร่ส้ม กับ น.ส.มณฑา ธีระเดช เจ้าหน้าที่ บจก.ไร่ส้ม เป็นจำเลยที่ 1-4

ในความผิดฐานเป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งหน้าที่ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่, เป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์กร, เป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และสนับสนุนพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม.6, 8 และ 11

โดยคดีดังกล่าวอัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 30 ม.ค.58 ระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2548 - 28 เม.ย.2549 นางพิชชาภา จำเลยที่ 1 พนักงานจัดทำคิวโฆษณาของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ได้จัดทำคิวโฆษณารวมในรายการ "คุยคุ้ยข่าว" ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต ไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลาเพื่อเรียกเก็บค่าโฆษณาเกินเวลาจาก บจก.ไร่ส้ม จำเลยที่ 2 จำนวน 17 ครั้ง ทำให้ บมจ.อสมท เสียหาย 138,790,000 บาท และยังได้เรียกรับเอาเงิน 658,996 บาท จากจำเลยที่ 2-4 เพื่อเป็นการตอบแทนที่นางพิชชาภา จำเลยที่ 1 ไม่รายงานการโฆษณา จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การร่วมผลิตรายการ จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิต ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นพิธีกรจัดรายการ ทำสัญญากันเป็นลายลักษณ์อักษรระบุชัดว่าถ้ามีโฆษณาเกินกว่าส่วนแบ่ง จำเลยที่ 2 ต้องขอซื้อโฆษณาส่วนเกินย้อนหลังและชำระค่าโฆษณาเกินให้แก่บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิ์แบ่งค่าโฆษณาส่วนเกินคนละเท่าๆ กับ บมจ.อสมท นอกจากนี้ ศาลปกครองสูงสุดยังมีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 จะต้องชำระค่าโฆษณาส่วนเกินและไม่มีสิทธิ์ได้รับส่วนลดทางการค้าปกติร้อยละ 30 จากค่าโฆษณาส่วนเกิน 138,790,000 บาท เพราะจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขณะที่จำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่จัดทำคิวโฆษณา แต่ไม่รายงานการโฆษณาที่เกินเวลาให้ผู้บังคับบัญชาทราบ เป็นเหตุให้ อสมท ได้รับความเสียหาย ตามความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบทั้งสองชุดที่ อสมท ตั้งขึ้น

 

ลบคำผิดหลักฐานมัด

นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังใช้น้ำยาลบคำผิดลบรายการโฆษณาที่เกินเวลาในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากใบคิวโฆษณารวม แสดงถึงการปกปิดข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยที่เป็นพนักงานมีหน้าที่จัดการทรัพย์และรับเงินตามเช็คเป็นการต้องห้าม จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 8, 11 ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา 83 ส่วนนายสรยุทธ จำเลยที่ 3 เป็นผู้มีอำนาจจัดการและเป็นพิธีกรจัดรายการมาโดยตลอด

ดังนั้น จำเลยที่ 3 น่าจะทราบเนื้อหางานเป็นอย่างดี การใช้เงินแม้จะให้โดยเสน่หา แต่ไม่รายงานให้ทราบก็เป็นการสนับสนุน ในทางนำสืบศาลเห็นด้วยกับ ป.ป.ช.ว่าจำเลยจ่ายเช็คเพื่อจูงใจให้กระทำหรือไม่กระทำการใด ทำให้หน่วยงานของรัฐได้รับความเสียหาย การที่จำเลยที่ 2-4 นำเช็คไปมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ถือเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย เพราะการไม่รายงานโฆษณาเกินเวลาของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์ จึงเป็นความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 บจก.ไร่ส้มได้ชำระค่าโฆษณาส่วนเกินจำนวน 138,790,000 บาทแก่ อสมท แล้ว จึงลงโทษสถานเบา

พิพากษาจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ มาตรา 6, 8, 11 จำเลยที่ 2-4 มีความผิดฐานสนับสนุนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การฯ มาตรา 6, 8, 11 การกระทำของจำเลยทั้ง 4 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม มาตรา 6 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษสุด รวม 6 กระทง ฐานเป็นเจ้าพนักงาน เรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 30 ปี ปรับจำเลยที่ 2 กระทงละ 2 หมื่นบาท รวมปรับ 1.2 แสนบาท จำคุกจำเลยที่ 3 และ 4 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 3 และ 4 คนละ 20 ปี แต่ทางนำสืบเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 และ 4 คนละ 13 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 8 หมื่นบาท ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยที่ 1, 3 และ 4

มีรายงานว่า ทนายความจำเลยได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสดคนละ 2 ล้านบาท เพื่อขอปล่อยชั่วคราวสู้คดีระหว่างอุทธรณ์ ต่อมาเวลา 14.00 น. ศาลได้พิจารณาคำร้องพร้อมหลักทรัพย์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้งหมดระหว่างอุทธรณ์คดี โดยตีราคาประกันคนละ 2 ล้านบาท และกำหนดเงื่อนไขห้ามพวกจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล รวมทั้งให้พวกจำเลยมารายงานตัวต่อศาลทุก 30 วัน

ภายหลังศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวแล้ว นายสรยุทธได้เดินทางกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย ซึ่งนายสรยุทธได้แจ้งพนักงานรักษาความปลอดภัยของศาลอาญาว่าไม่ขอให้สัมภาษณ์ ซึ่งมีผู้สื่อข่าวจำนวนมากเข้ารุมล้อมดักสัมภาษณ์จนนายสรยุทธเสียหลักเล็กน้อย ซึ่งนายสรยุทธกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า "ให้เป็นไปตามขั้นตอน" ก่อนขึ้นรถเดินทางกลับ

 

จี้หยุดปฏิบัติหน้าที่

ด้านตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนและนักวิชาการนิเทศศาสตร์ มีความเห็นตรงกันว่านายสรยุทธควรหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยนายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า คดีนี้ถือเป็นบทเรียนสำหรับคนทำสื่อ ที่เตือนให้เรารู้ว่าต้องมีความโปร่งใส ครอบคลุมในทุกเวที หากเราต้องการให้หน่วยงานราชการ ข้าราชการ นักการเมืองมีมาตรฐาน สื่อก็ต้องมีมาตรฐานเช่นกัน ส่วนนายสรยุทธสมควรที่จะยุติการจัดรายการหรือไม่นั้น เรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้ว แม้จะเป็นศาลชั้นต้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสปิริต แต่เป็นเรื่องที่ต้องแสดงความรับผิดชอบ สมควรที่ต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่

 

เมื่อถามว่า เรื่องนี้มองกันว่าสื่ออื่นก็ทำเช่นเดียวกัน นายเทพชัยกล่าวว่า ตนจึงบอกว่าเรื่องนี้เป็นบทเรียน อย่าอาศัยช่องว่างทำประโยชน์ให้ตนเอง และต้องทำหน้าที่อย่างสุจริต

นายเทพชัยกล่าวต่อว่า บทเรียนของสื่อจากคดีนี้ เมื่อสื่อทำอะไรผิดสังคมก็จะวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งมีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้สื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งข่าวอาชญากรรม การเมือง บันเทิง ที่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรณีคุณสรยุทธอาจจะเป็นอีกระดับหนึ่งขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องของการรายงานข่าว แต่เป็นเรื่องพฤติกรรมของคนที่บริหารองค์กรธุรกิจสื่อ แต่ทั้งหมดประดังกันเข้ามา ทำให้ภาพลักษณ์ของสื่อ เกิดเป็นคำถามใหญ่

"เรื่องนี้ก็มีคำถามมาตลอด ตั้งแต่อัยการสั่งฟ้องคุณสรยุทธทุจริต ก็มีคำถามว่ายังสมควรจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะคนหน้าจอต่อไปอีกหรือไม่ ก็หลีกเลี่ยงไม่พ้น ในฐานะที่คุณสรยุทธเป็นผู้บริหารบริษัท ไร่ส้มฯ ด้วย เป็นผู้อ่านข่าวด้วย ซึ่งแยกแยะบทบาทกันไม่ออก มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของเขาอยู่แล้ว"

เมื่อถามว่า จากคดีนี้จะมีผลกระทบต่อสื่ออย่างไร นายเทพชัยระบุว่า เมื่อศาลพิพากษาว่ามีความผิดเรื่องทุจริต แสดงให้เห็นว่าได้ใช้ดุลพินิจแล้วมีหลักฐานชัดเจนว่า คุณสรยุทธมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ด้วย ฉะนั้นถ้าช่อง 3 ยังตัดสินใจให้คุณสรยุทธทำหน้าที่ต่อไป เชื่อว่าช่อง 3 จะต้องเจอคำถามเรื่องนี้ทุกวัน ซึ่งไม่แน่ใจว่าคุ้มค่าหรือไม่ เชื่อว่าปฏิกิริยาจากสังคมในเรื่องนี้จะแรงมากกว่าช่วงที่ผ่านมา เพราะถือว่าคดีนี้มีคำพิพากษาออกมาแล้ว และเอเยนซีโฆษณาบริษัทที่เป็นเจ้าของสินค้าที่โฆษณา และจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งช่อง 3 ก็คงต้องดูว่าคุ้มค่ากันหรือไม่ ซึ่งช่อง 3 ก็คงต้องตอบคำถามทุกวัน และคุณสรยุทธก็คงจะเหนื่อยแน่ เป็นความท้าทายของช่อง 3 เพราะคนในสังคมมีสิทธิ์ที่จะรู้สึก หรือจะยอมรับตัวบุคคลที่ถูกกระบวนการยุติธรรมพิพากษาหรือไม่

"หวังว่าช่อง 3 และคุณสรยุทธจะเคารพคนดู เพราะเรื่องนี้จะเป็นบททดสอบความเป็นวิชาชีพของช่องและคุณสรยุทธ ถือเป็นบทเรียนในยุคที่การแข่งขันของสื่อสูง ในแง่ความอยู่รอดของสื่อ องค์กร แต่สำคัญคือต้องถามตัวเองถึงบทบาทของสื่อคืออะไร การตรวจสอบสังคม เป็นปากเสียงแทนสังคม แต่ต้องตอบตัวเองเรื่องกระบวนการทำงานที่โปร่งใส ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ ธุรกิจสื่อไม่ควรมุ่งหวังกำไรอย่างเดียว เชื่อว่าสังคมมีความคาดหวังว่าสื่อต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ในแง่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี เพราะสื่อเรียกร้องใหันักการเมือง ข้าราชการ ซื่อสัตย์ ไม่ทุจริต สื่อก็ต้องทำเป็นตัวอย่าง ทั้งตัวองค์กรและบุคลากรด้วย"

 

กระทบความเชื่อถือ

นายมานพ ทิพย์โอสถ อุปนายกฝ่ายสิทธิและเสรีภาพและโฆษกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเนชั่นว่า เรื่องนี้เป็นคำพิพากษาของศาลที่ใครก็ก้าวล่วงไม่ได้ ซึ่งนายสรยุทธเคยเป็นสมาชิกวิสามัญของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ แต่ได้ลาออกไปแล้ว แต่เรื่องนี้ก็ว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม ที่ทุกแวดวงทุกอาชีพต้องเคารพกฎหมายและต้องยอมรับคำตัดสิน ยิ่งเป็นสื่อด้วยแล้วยิ่งต้องเคารพกระบวนการอย่างมาก

เมื่อถามว่า ระหว่างการยื่นอุทธรณ์สมควรหรือไม่หากนายสรยุทธจะยังไปนั่งอ่านข่าวตามปกติ เพราะเหมือนมีมลทินจากคำพิพากษาแล้ว นายมานพกล่าวว่า นายสรยุทธก็ต้องดูกระแสของสังคม แต่เรื่องแบบนี้สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยก็เคยวิจารณ์ และเคยเรียกร้องให้นายสรยุทธหยุดปฏิบัติหน้าที่มาแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล อีกทั้งช่อง 3 ต้นสังกัดก็ไม่ได้ว่าอะไร

"จากนี้ก็อยู่ที่นายสรยุทธเองว่าจะจำกัดบทบาทของตัวเองยังไง ดังนั้นในฐานะของผม คิดว่านายสรยุทธควรทบทวนบทบาทของตัวเองต่อสังคมในขณะนี้ เพราะบทบาทของอาชีพสื่อคือการต่อสู้กับความไม่ถูกต้องในสังคม" นายมานพกล่าว

 

ขณะที่ ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวเรียกร้องให้นายสรยุทธแสดงสปิริตด้วยการยุติการทำหน้าที่สื่อมวลชน เพื่อเป็นการรักษามาตรฐานทางจริยธรรมที่ดีของสื่อมวลชนเอาไว้ แม้ว่าในทางกฎหมายไม่ได้ระบุว่าคนที่ทำผิดคดีดังกล่าวจะต้องยุติการทำหน้าที่ก็ตาม แต่เป็นเรื่องของจริยธรรมของสื่อมวลชน เป็นมาตรฐานของวิชาชีพที่คนในวิชาชีพสื่อมวลชนพึงมี ไม่ว่าจะอยู่เบื้องหน้าหรือเบื้องหลังก็ตาม

"การที่นายสรยุทธแสดงสปิริตด้วยการยุติการทำหน้าที่นั้น ก็ไม่ใช่เป็นการยอมรับว่าตัวเองผิดในคดีดังกล่าวแต่ประการใด เพราะในเรื่องของคดีความก็ยังมีขั้นตอนของศาลอีก 2 ศาล ที่ตัวนายสรยุทธนั้นจะมีโอกาสพิสูจน์ความบริสุทธ์ แต่ในระหว่างนี้เห็นว่าเพื่อความเป็นมาตรฐานของวิชาชีพ นายสรยุทธควรแสดงสปิริตดังกล่าวออกมา" ดร.มานะกล่าว

 

ส่วนนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ผู้อำนวยการสถาบันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านสื่อสารมวลชน กล่าวว่า สื่อมวลชนอยู่ในสถานะที่ทำหน้าที่ตรวจสอบคนอื่น ซึ่งเวลาเราตรวจสอบคนอื่นก็เรียกร้องให้คนอื่นมีมาตรฐาน เช่น เวลาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด ก็เรียกร้องให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมืองหรือข้าราชการ ดังนั้นตัวเองก็ควรมีมาตรฐานเช่นเดียวกัน ขณะเดียวกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องมาตรฐานของวงการสื่อมวลชน คิดว่าเสียงเรียกร้องที่ออกมาให้นายสรยุทธหยุดปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นเรื่องที่ทั้งทางเจ้าตัวและทางช่องควรจะต้องรับฟัง

 

ช่อง 3 โบ้ยเรื่องส่วนบุคคล

เขาบอกว่า แม้คำตัดสินจะเป็นคำตัดสินของศาลชั้นต้น ยังเหลือขั้นตอนอุทธรณ์และฎีกาอีกก็จริง แต่ถามว่าเราอยากเห็นนักการเมืองคนอื่นๆ เป็นแบบนี้หรือไม่ เวลานักการเมืองหรือข้าราชการถูกป.ป.ช.ชี้มูลก็ยังอยากให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เลย แต่นี่เลยขั้นตอนของ ป.ป.ช. อัยการ มาจนถึงศาลชั้นต้นตัดสินแล้ว คิดว่าน้ำหนักมากพอแล้วที่จะหยุดการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าเรายังคิดเข้าข้างตัวเองรอให้คดีสิ้นสุดก่อน อย่างนี้ทุกคนก็อ้างได้ หากนายสรยุทธยังปฏิบัติหน้าที่อยู่จะมีผลกระทบต่อความเชื่อถือ เพราะเวลานำเสนอว่าคนอื่นโกงคนอื่นผิด แต่ตัวเองก็ถูกกล่าวหาในลักษณะเดียวกัน ดังนั้นจะไปกล่าวหาคนอื่นมันก็พูดได้ไม่เต็มปาก ความน่าเชื่อถือก็ลดลง

"การที่ศาลตัดสินมาก็แสดงว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาแล้วว่า การปฏิบัติหน้าที่จะมีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะสิ่งที่เราเรียกร้องจากสังคม จากบุคคลอื่น แม้แค่สงสัยว่ากระทำผิดก็ต้องมีความรับผิดชอบ บางคนเขาหยุดปฏิบัติหน้าที่เลย ดังนั้นสื่อเองก็ควรจะต้องมีมาตรฐานในเรื่องนี้" นายวสันต์กล่าว

       ส่วนความเคลื่อนไหวที่ช่อง 3 นายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เปิดเผยว่า ผู้บริหารขอประชุมกันก่อนเกี่ยวกับกรณีของนายสรยุทธเพื่อกำหนดแนวทางต่อไป แต่ขณะนี้ยังไม่สามารบอกได้ เนื่องจากต้องรอประชุมร่วมกับผู้บริหารอื่นก่อน

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายการ สถานีวิทยุโทรทัศน์ ไทยทีวีสีช่อง 3 ได้รับการเปิดเผยว่า คำพิพากษาตัดสินจำคุกนายสรยุทธจะไม่มีผลกระทบต่อผังรายการของช่อง เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคล รายการที่ผลิตโดยบริษัท ไร่ส้มฯ ทุกรายการ ไม่ว่าจะเป็น รายการเรื่องเล่าเช้านี้ หรือรายการเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ ยังคงออกอากาศตามปกติ ส่วนจะเปลี่ยนแปลงผู้ดำเนินรายการหรือไม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ผลิตอีกครั้งหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับช่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ ทางช่อง 3 ช่วงค่ำ ซึ่งปกตินายสรยุทธจะเป็นผู้ดำเนินรายงาน แต่หลังศาลมีคำพิพากษาดังกล่าว ปรากฏว่าไม่มีนายสรยุทธเป็นผู้ดำเนินรายการแต่อย่างใด โดยมีผู้ดำเนินรายการคนอื่นทำหน้าที่แทน.

 

 

 

ที่มา : ไทยโพสต์ วันที่ 1 มีนาคม 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย