ปปง.ยึดทรัพย์ทุจริต สกสค. กว่า 800 ล้าน คณะกรรมการธุรกรรมมีมติสั่งลุยยื่นคำร้องขอคืนทรัพย์ผู้เสียหาย

ปปง.ยึดทรัพย์ทุจริต สกสค. กว่า 800 ล้าน คณะกรรมการธุรกรรมมีมติสั่งลุยยื่นคำร้องขอคืนทรัพย์ผู้เสียหาย

2 มีนาคม 2559 


 

 ทีมข่าวเฉพาะกิจ/รายงาน

          "บิ๊กปปง." ชี้คดีทุจริต สกสค.คณะกรรมการธุรกรรมมีมติอายัดทรัพย์สินในคดีดังกล่าวกว่า 800 ล้านบาท พร้อมทั้งสามารถขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย แทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินได้

 

          พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการปปง. เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 3/2559 กรณีสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้รับความเสียหายจากนายเกษม กลั่นยิ่ง กับพวก มีพฤติการณ์ในการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่อนุมัติเงินกองทุนของ สกสค.ให้กับบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด กู้ยืมเงินโดยไม่มีหลักประกันว่า จากการสืบสวนสอบสวนทราบว่าพฤติการณ์ของนายเกษม กับพวกและบริษัท บิลเลี่ยนฯ เป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 (5) ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น คณะกรรมการธุรกรรมจึงมีมติอายัดทรัพย์สินในคดีดังกล่าว จำนวนกว่า 800 ล้านบาท

          ทั้งนี้ ต่อมา สกสค.ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้โดยตรง ได้ยื่นเรื่องขอคุ้มครองสิทธิ์ผู้เสียหายตามมาตรา 49 วรรค 6 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ให้เลขาธิการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณา เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินโดยเร็ว และเมื่อศาลมีคำสั่งให้คืนทรัพย์สินหรือชดใช้ให้ผู้เสียหายตามวรรคนี้แล้ว ให้สำนักงานดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งศาลโดยเร็ว

          เลขาธิการ ปปง. กล่าวด้วยว่า คณะกรรมการธุรกรรมจึงมีมติให้เลขาธิการ ปปง.ขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดรายนายเกษม กลั่นยิ่ง กับพวก ไปคืนหรือชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินในคราวเดียวกัน ตามมาตรา 49 วรรค 6 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 อย่างไรก็ตาม หากศาลมิได้มีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย ก็ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้นตกเป็นของแผ่นดินต่อไป

 

 

 

ที่มา :  พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย