13 อาจารย์ เมืองเลย เตรียมยื่นอุทธรณ์อ้างไม่เป็นธรรม เหตุสั่งปลดเซ่นคดีโกงแชร์ลอตเตอรี่

13 อาจารย์ เมืองเลย เตรียมยื่นอุทธรณ์อ้างไม่เป็นธรรม เหตุสั่งปลดเซ่นคดีโกงแชร์ลอตเตอรี่

14 มีนาคม 2559


 

มติชนออนไลน์ รายงานว่า วันที่ 14 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีแชร์ลอตเตอรี่เมื่อปี 2554 ที่สหกรณ์ต่าง ๆ ใน จ.เลย รวมทั้งสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกรมสามัญศึกษาจังหวัดเลยได้มีนโยบายขายลอตเตอรี่ให้กับสมาชิกในสหกรณ์ ที่มีสมาชิกกว่า 2,000 คน ซึ่งมาจากทุกสาขาอาชีพ และมีหลายกลุ่มบุคคลเหล่านี้จะทำตัวเป็นหัวหน้าสาย ทำหน้าที่ในการรวบรวมสลากจากครูที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ที่รับโควตาสลากมาจากสหกรณ์ โดยหัวหน้าสายที่ทำหน้าที่รวบรวมเงินค่าสลากจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู จ.เลย และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสามัญ จ.เลย สุดท้ายมีการถ่ายเทลอตเตอรี่ที่มีจำนวนจำกัด จนแปรสภาพกลายเป็นรูปแบบแชร์ลอตเตอรี่ ทำให้มีผู้สูญเสียเงินนับพันล้านบาท นำไปสู่การฟ้องร้องเรียกเงินคืน ทั้งคณะกรรมการ ที่ยังคงต่อสู้คดีจนถึงปัจจุบัน ส่วนในภาคของคณะกรรมการสหกรณ์ครูสามัญเลย และสพม. 19 สพฐ. ได้ดำเนินการสืบสวนหาคนผิดมาดำเนินคดี จนได้มีคำสั่งรื้อฟื้นคดี จาก สพฐ. ให้ผอ.สพม.19 ออกคำสั่งให้ปลด 13 อาจารย์ที่เกี่ยวข้องออกจากราชการ

 

นายอดิศักดิ์ มุ่งชู ผอ.สนง.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย เขต 19 เลย-หนองบัวลำภู เปิดเเผยว่า ในเรื่องของการสั่งปลดอาจารย์ทั้ง 13 คน เป็นเรื่องของการผิดวินัย ที่มีกระบวนการสอบวินัย ที่มีหลักการต่างๆ ที่ได้แจ้งให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาได้รับทราบ ซึ่งเป็นขบวนการที่มีขั้นตอน เริ่มตั้งแต่สว.1 จนถึง สว.6 เมื่อคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยก็ทำเรื่องเสนอและสรุป ทางสำนักงานเขตก็เอาเรื่องเข้าบอร์ด อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา (อนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา) เพื่อพิจารณาในประเด็นที่ทางคณะกรรมการสอบสวนในประเด็นนั้น ใน อ.ก.ค.ศ.คณะบุคคลมีความคิดเห็นอย่างไร มาถึงเวลานี้ จากห้วงเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ.2554  ได้ผ่านมา 3 ผู้อำนวยการเขตฯ สุดท้ายบอร์ดของ อ.ก.ค.ศ. ได้พิจารณาแล้วว่า มีความผิดส่วนรายละเอียดและข้อกฎหมายต่างๆ ก็ขึ้นอยู่ปรากฏในเอกสารในขั้นตอนต่างๆ แล้ว ซึ่งกรรมการได้พิจารณาแล้วว่า มีความผิด และมีเหตุสมควรให้ปลดออก และหลังจากที่มีมติ ภายใน 60 วัน ผู้มีอำนาจตาม ม.53 คือผู้อำนวยการเขตคือ ตน ต้องออกคำสั่งตามมติของ อ.ก.ค.ศ. เพราะฉะนั้นหลังมีคำสั่ง ผู้อำนวยการเขตจึงเป็นหน้าที่จำต้องออกคำสั่ง ถ้าผู้อำนวยการเขตไม่ดำเนินการภายใน 60 วัน ถือว่าละเว้นไม่ปฏิบัติ ในการออกคำสั่งครั้งนี้ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง และยังคงเปิดช่องไว้ว่าให้ไปอุทธรณ์ เพื่อให้เปิดโอกาสให้ผู้ได้รับคำสั่งสามารถอุทธรณ์คำสั่งได้

ส่วนในเรื่องของคำสั่งในจุดนี้ นายอดิศักดิ์กล่าวว่า ได้ดำเนินการตามบทบาทและหน้าที่ในการทำงานตำแหน่งผู้อำนวยการเขต ในตำแหน่งที่ระเบียบให้มาผู้มีอำนาจตาม ม.53 ต้องดำเนินการ แต่อีกส่วนหนึ่งเรายังคงเป็นพี่เป็นน้องเราเคยอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน กว่าจะได้มาเป็นราชการครู กว่าจะมาเป็นผู้บริหารได้ ทุกคนก็ได้ทำงานจนถึงวันสุดท้าย ทุกๆ คนถือว่ามีความดีความงามแต่ในประเด็นนี้ถือว่าเป็นอุบัติเหตุ ผมขอใช้คำว่าอุบัติเหตุวิถีทางราชการ แต่ในส่วนของความรักความผูกพัน ความดีความงามของทุกคนที่มีในตัวของทุกคน ผมยังเชื่อว่าคณะครูที่ถูกคำสั่งทุกคนยังมีคุณความดี มีลูกศิษย์ลูกหา พี่น้องทีมงาน ยังคงมีเคารพนับถือซึ่งกันและกันอยู่

ด้าน นายสวาท นาคเสน หนึ่งใน 13 อาจารย์ ที่ถูกสั่งให้ปลดออกราชการ เปิดเผยว่า ในขณะนี้ตามคำสั่งที่ออกมาให้ออก ที่ปฏิบัติราชการอยู่มี 5 คน และเกษียณอายุราชการไปแล้ว 8 คน รวมทั้งหมด 13 คน ตามคำสั่งของคณะกรรมการให้ปลดออก ซึ่งเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบธรรม พวกเราจะอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบธรรมครั้งนี้  เริ่มก่อนมีการตั้งกรรมการชุดแรก สืบจากที่มีหนังสือร้องเรียนในแผ่นเดียวกัน ที่มีผู้ร้องเรียนไปที่ สพฐ. สพฐ.ก็สั่งให้ สพม.19 ตั้งกรรรมการสืบข้อเท็จจริง ปรากฏว่ากรรมการชุดแรกสืบข้อเท็จจริงแล้ว ผลสอบออกมาคดีไม่มีมูล พร้อมให้เหตุผลว่า เป็นเรื่องของสมาชิกรับลอตเตอรี่จากสหกรณ์ไป และบางกลุ่มสมาชิกได้รับมอบให้หัวหน้าสายในตอนนั้นมารับไปขายให้กับบุคคลภายนอกเอง ซึ่งการกระทำของสมาชิกกระทำไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานของคณะกรรมการสหกรณ์ที่ถูกปลดออกในขณะนี้แต่อย่างใด ผลสรุปที่ออกมาตอนนั้นเป็นเรื่องของสมาชิกกับหัวหน้าสายที่ตกลงขายลอตเตอรี่กันเองกับบุคคลภายนอก และการขายพวกนี้สหกรณ์ไม่ได้เงินกับพวกนี้แต่อย่างใด ฉะนั้นกรรมการชุดแรกสืบข้อเท็จจริง สรุปคดีไม่มีมูลและปิดคดีไป

หลังจากนั้นไม่นานไม่รู้ว่าภายในเกิดอะไรขึ้น ทาง สพม.19 ได้สรุปรายงานของ ผอ.เขตและได้มีออกคำสั่งของ สพฐ.ออกมาใหม่ให้ฟื้นคดีตั้งกรรมการสอบเรื่องนี้ใหม่ทั้งหมด โดยตั้งกรรมการจาก สพฐ.มาสืบข้อเท็จจริงปรากฏว่า การสืบคดีนี้ไปเอาสำนวนการฟ้องคดีแพ่ง มาเขียนบรรยายเป็นเรื่องกล่าวหาว่า คณะกรรมการสหกรณ์ทำให้เสียหาย และได้มีคำสั่งให้ สพม.19 ตั้งกรรมการสอบวินัย ในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แปลก คนที่เป็นเลขาในคณะกรรมสอบ เป็นทั้งเลขาการสืบข้อเท็จจริงและเป็นนิติกรและได้เป็นเลขาชุดแรกที่สืบครั้งแรกที่จบและปิดคดีไปแล้วว่า คดีไม่มีมูลความจริง แต่พอกลับมาตั้งใหม่เป็นกรรมการครั้งที่ 2 กลับคำให้การใหม่ว่า กรรมการสหกรณ์มีความผิด การสืบและเอกสารทุกอย่างเหมือนเดิมทุกอย่างไม่มีเอกสารใหม่มาเพิ่มเติมแต่อย่างใด แต่กลับมีการตัดสินใหม่ให้คณะกรรมการสหกรณ์มีความผิด

นายสวาทกล่าวอีกว่า ตามหลักความจริง การเข้าทำงานในสหกรณ์เป็นไปตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ ซึ่งคำสั่งศาลปกครองสูงสุดได้มีคำนิยามมาแล้วว่า สหกรณ์ไม่ใช่หน่วยงานของราชการ ฉะนั้นหน่วยงานปกครองหรือผู้บังคับบัญชา ตั้งกรรมการสอบไม่ได้ การกระทำของผู้บังคับบัญชามีคำสั่ง ให้มีโทษปลดออก ไม่เข้าข้อกระทงความผิดใดๆ เลย ทั้งเจตนา ทุจริต เราก็ไม่มี ในข้อสรุปที่ออกมาก็ไม่มีทั้ง 2 ข้อ แต่กลับลงโทษออกมาว่า ไม่รักษาชื่อเสียงแม้ว่าไม่มีประจักษ์พยานชัดเจนที่ชี้ว่ามีการทุจริต แต่เชื่อว่าทำให้เสื่อมเสียและเสียหาย วันนี้กรรมการชุดที่ 2 ได้ตัดสินเพียงเข้าใจว่า เห็นว่า เชื่อว่า แล้วก็ปลดออกเลย เอกสารต่างๆ ข้อโต้แย้งใดๆ ก็ไม่นำมาพิจารณาแต่อย่างใด

ทั้งนี้ นายสวาทกล่าวว่า ขณะทางกลุ่มเราทั้ง 13 คนไม่ได้รับความเป็นธรรมเราได้ยื่นอุทธรณ์ขอความเป็นธรรมกับ อ.ก.ค.ศ.(คณะกรรมการครูและบุคลากรการศึกษา) ซึ่งเป็นคณะกรรมการดูแล การลงโทษตัดสิน ทั้งเลื่อนขั้น อยู่ตรงองค์กรนี้ทั้งหมด เราได้ยื่นอุทธรณ์ไปทาง อ.ก.ค.ศ.รับแล้วพิจารณาให้ความเป็นธรรมกับพรรคพวกเรา ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องนี้

 

 

 

ที่มา : มติชนออนไลน์ วันที่ 14 มีนาคม 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย