ฟันธงกรมศุลฯต้องเรียกดอกเบี้ยซ้ำจนท.282คน ปฏิบัติหน้าที่เลินเล่อร้อยละ 7.5

4 เมษายน 2559


 

'กฤษฎีกา' ฟันธงกรมศุลฯ ต้องเรียกดอกเบี้ยซ้ำจนท.282คน ที่ถูกออกคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการปฏิบัติหน้าที่เลินเล่อ ในอัตราร้อยละ 7.5 ระบุชัดอธิบดีฯไม่มีสิทธิงดเว้นหรือลดได้

                ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา รายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เผยแพร่ความเห็นทางกฎหมายการเรียกดอกเบี้ยจากเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ:กรณีของกรมศุลกากร  หลังจากที่กรมบัญชีกลางได้ยืนยันให้กรมศุลกากร เรียกเก็บดอกเบี้ยจากเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ซึ่งปัจจุบันเจ้าหน้าที่ที่ถูกออกคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน มีจำนวน 282 คน และมีคดีความฟ้องร้องอยู่ที่ศาลจำนวน 300 คดี แต่กรมศุลกากรไม่เห็นพ้องด้วย 

 

                คณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่า กรมศุลกากร ต้องถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การคิดดอกเบี้ยตามที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยเรียกดอกเบี้ยจากเจ้าหน้าที่ตั้งแต่วันผิดนัดชำระค่าสินไหมทดแทน ตามที่กำหนดในคำสั่งกรมศุลกากรจนถึงวันที่ชำระค่าสินไหมทดแทนแล้วเสร็จ โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยเรียกเก็บร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในระหว่างผิดนัดได้ตามมาตรา 224 แห่งประเทศกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พร้อมระบุว่าการที่กรมศุลกากรจะเรียกให้เจ้าหน้าที่ชำระดอกเบี้ย ไม่เป็นการดำเนินการที่เกินคำพิพากษาของศาลปกครอง ขณะที่อธิบดีกรมศุกากรไม่มีสิทธิพิจารณางดหรือลดดอกเบี้ยได้

                ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การหารือข้อกฎหมายกรณีนี้ เกิดขึ้นจากการที่กรมศุลกากรได้ออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่กรมฯ จำนวน 282 คน ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดจากการ กระทำละเมิดในการปฏิบันิหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ซึ่งเจ้าหน้าที่บางคนได้นำเงินมาชำระแล้ว แต่เจ้าหน้าที่อีกส่วนหนึ่งไม่ยอมชำระเงิน แต่ฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ชดใช้สินไหมทดแทน 

                ปัจจุบันมีคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดกว่า 300 คดี ขณะที่กรมศุลกากรได้รายงานการชำระค่าสินไหมทดแทนของเจ้าหน้าที่รายหนึ่งให้กรมบัณชีกลางทราบ แต่กรมบัญชีกลาง ได้มีหนังสือแจ้งให้เรียกเก็บดอกเบี้ยจากเจ้าหน้าที่ด้วย ซึ่งเป็นการนำหลักเรื่องดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับ แต่กรมศุลกากรไม่เห็นพ้องด้วยกับความเห็นของกรมบัญชีกลาง จึงทำเรื่องมาหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว

 

 

 

ที่มา สำนักข่าวอิศรา วันที่ 3 เมษายน 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย