ผู้นำโลกพันฟอกเงิน ICIJชำแหละ‘ปานามาเปเปอร์’โยงคนดังเพียบ

5 เมษายน 2559


 

สั่นสะเทือนทั่วโลกยิ่งกว่า วิกิลีกส์สื่อสืบสวนนานาชาติร่วม 80 ประเทศจับมือชำแหละเอกสารลับรั่วไหลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ "ปานามาเปเปอร์" บริษัทกฎหมายจากปานามา โยงผู้นำระดับประเทศ-ดารานักกีฬาคนดัง ใช้บริษัทต่างแดนบังหน้าการฟอกเงิน-เลี่ยงภาษี คนสนิท "วลาดิมีร์ ปูติน" ญาติ "สีจิ้นผิง" รวมถึง "ลีโอเนล เมสซี" ติดบ่วง รัฐบาลโยน ปปง.สานต่อข้อมูล

 

                สำนักข่าวต่างประเทศรายงานการเปิดโปงเอกสารรั่วไหลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเอกสารการดำเนินการของบริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมาย มอสสัค ฟอนเซคา ที่มีฐานที่ตั้งอยู่ที่กรุงปานามา ประเทศปานามา และเปิดสาขาใน 35 ประเทศทั่วโลก เอกสารที่เรียกขานว่า "ปานามาเปเปอร์" จำนวน 11.5 ล้านฉบับที่นี้ แหล่งข่าวนิรนามส่งมอบให้หนังสือพิมพ์รายวันซุดดอยเชอไซตุงของเยอรมนี ซึ่งได้ส่งต่อให้แก่เครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ไอซีไอเจ) ที่มอบให้องค์กรสื่อมากกว่า 100 แห่งใน 78 ประเทศทั่วโลกร่วมกันตรวจสอบ และเปิดเผยต่อชาวโลกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตามเวลายุโรป

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า เอกสารบันทึกการดำเนินการยาวนาน 40 ปีของบริษัทกฎหมายยักษ์ใหญ่แห่งนี้เปิดโปงการบริการจัดการการเงินที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนของบุคคลชั้นนำและคนมีชื่อเสียงในระดับโลกจำนวนมาก รวมถึงนักการเมืองประมาณ 140 คน ซึ่งในจำนวนนี้ 12 คนเป็นบุคคลระดับผู้นำประเทศทั้งในอดีตและปัจจุบัน

                ผู้ที่ถูกอ้างถึงในรายงานยังรวมถึงคนสนิทของวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย, ญาติของสีจิ้นผิงประธานาธิบดีจีน, นักกีฬา เช่น ลีโอเนล เมสซี นักฟุตบอลอาร์เจนตินา และผู้บริหารในแวดวงกีฬา ไปจนถึงนักแสดงชื่อดังระดับโลก เช่น เฉินหลง ชาวจีน และอมิตาป บาจัน ชาวอินเดีย

 

รายงานบีบีซี กล่าวว่า เอกสารเหล่านี้เผยว่า บริษัท มอสสัค ฟอนเซคา ช่วยเหลือลูกค้าในการฟอกเงิน, หลบหลีกการแซงก์ชัน และเลี่ยงภาษีได้อย่างไร

                ทั้งนี้ การทำธุรกิจด้านการเงินในต่างประเทศนั้นไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย แต่ธุรกิจในต่างแดนอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือซุกซ่อนทรัพย์สินเพื่อหลบเลี่ยงภาษี, ฟอกเงินให้องค์กรอาชญากรรม หรือปกปิดทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบหรือสร้างปัญหาทางการเมืองได้

                เอกสารจำนวนมโหฬารเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจของบริษัทหรือองค์กรในต่างแดนราว 214,000 แห่งในช่วงเวลาเกือบ 40 ปี ที่โยงใยถึงครอบครัวและคนใกล้ชิดของผู้นำและอดีตผู้นำหลายราย อาทิ เซอร์เกย์ โรลดูกิน นักเชลโลที่เป็นเพื่อนเก่าแก่ของปูตินและยังเป็นพ่อทูนหัวของบุตรีคนหนึ่งของปูตินด้วย ชื่อของผู้นำรัสเซียไม่ถูกอ้างถึงตรงๆ แต่เอกสารเปิดโปงว่าอาจมีการฟอกเงินผ่านยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ผ่านธนาคารและบริษัทเงา หนึ่งในนี้คือธนาคารรอสสิยาของรัสเซีย ที่โดนรัฐบาลสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) คว่ำบาตรลงโทษกรณีที่รัสเซียผนวกแคว้นไครเมียของยูเครนเข้าเป็นของตน

                อีกรายคือนายกฯ ซิกมุนดูร์ ดาวิด กุนน์ล็อกซอน ของไอซ์แลนด์ และภรรยาของเขา ซึ่งเอกสารชี้ว่าแอบซุกซ่อนทรัพย์สินหลายล้านดอลลาร์ไว้ในบริษัทต่างแดนชื่อ วินทริส เมื่อปี 2550 เขาไม่ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินส่วนนี้ขณะเข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2552 กุนน์ล็อกซอนให้สัมภาษณ์เมื่อวันจันทร์ยืนกรานว่าไม่เขาไม่กระทำผิด และปฏิเสธลาออกตามแรงกดดัน เขากำลังจะเผชิญการอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจในสภาสัปดาห์นี้

 

ผู้นำคนดังติดชื่อเพียบ

                ข้อมูลยังโยงใยถึงครอบครัวและผู้เกี่ยวข้องกับอดีตประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค แห่งอียิปต์, มุอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำลิเบียที่ล่วงลับแล้ว, ประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด ของซีเรีย, ประธานาธิบดีเปโตร โปโรเชนโก ของยูเครน, กษัตริย์แห่งซาอุดีอาระเบีย, นายกฯ นาวาซ ชาริฟ ของปากีสถานที่มีชื่อของลูก 3 คนเกี่ยวข้องกับการถือครองอสังหาริมทรัพย์ที่กรุงลอนดอนผ่านบริษัทในต่างแดน, ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน ไปจนถึงสมาชิกปัจจุบันและอดีตสมาชิกอย่างน้อย 8 คนในคณะกรรมการประจำกรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

                นอกจากนี้ ยังมีบุคคลและบริษัทอย่างน้อย 33 รายที่ปรากฏชื่อในเอกสาร ซึ่งรัฐบาลสหรัฐขึ้นบัญชีดำไว้ฐานกระทำผิดกฎหมาย รวมถึงการทำธุรกิจกับเกาหลีเหนือ, อิหร่าน และกลุ่มอิสลามิสต์ฮิซบุลเลาะห์ในเลบานอน

                ตามข้อมูลของไอซีไอเจกล่าวว่า การเปิดโปงครั้งนี้น่าจะสร้างความสั่นสะเทือนต่อการทำธุรกิจในต่างแดนทั่วโลกเท่าที่เคยมีมา เนื่องจากเกี่ยวข้องการเอกสารจำนวนมากน่าจะเป็นการรั่วไหลของข้อมูลภายในครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก โดยก่อนหน้านี้เมื่อปี 2553 เคยมีการเปิดโปงเอกสารลับทางการทูตและทหารครั้งใหญ่โดยวิกิลีกส์ แต่ปริมาณของข้อมูลไม่มากเท่านี้

                ประธานาธิบดีฟรังซัวส์ โอลลองด์ ของฝรั่งเศสและรัฐบาลออสเตรเลียต่างประกาศดำเนินการสอบสวนข้อมูลเหล่านี้แล้ว ขณะที่รัฐบาลปานามายืนกรานไม่อดกลั้นต่อการทำธุรกิจที่คลุมเครือในประเทศและจะร่วมมือกับการสอบสวนอย่างแข็งขัน

                ส่วนบริษัท มอสสัค ฟอนเซคา โดยรามอน ฟอนเซคา หนึ่งในผู้ก่อตั้ง กล่าวกับเอเอฟพีว่า การเปิดโปงเอกสารครั้งนี้เป็นอาชญากรรมและความผิดอาญาอุกฉกรรจ์ และเป็นการโจมตีประเทศปานามา

               

ด้านความเคลื่อนไหวในไทย

                พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้รับทราบและได้อ่านเรื่องราวตามที่เป็นข่าวแล้ว ซึ่งขณะที่สมาคมผู้สื่อข่าวสืบสวนนานาชาติเป็นผู้ออกมาเปิดเผยเอกสารปานามาเปเปอร์ก็ต้องรับผิดชอบต่อข้อมูลที่นำเสนอว่าจริงหรือไม่จริง และเรื่องนี้นายกฯ คงไม่ต้องสั่งการอะไร เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นมีหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งเขาต้องทำหน้าที่ตรวจอยู่แล้ว

                “รัฐบาลเองมีความชัดเจนมาตลอดเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ มีการตั้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ดังนั้นหากพบว่ามีการกระทำผิดก็ต้องดำเนินการทางกฎหมาย เราต้องทำเต็มกำลังความสามารถในส่วนของเรา แต่ยืนยันว่าไม่ได้พูดว่ามีคนไทยเกี่ยวข้อง 21 คนพล.ต.สรรเสริญกล่าว

 

โยน"ปปง."โต้โผหลัก

                พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า เบื้องต้นเป็นหน้าที่ของ ปปง. หลังจากนั้นเชื่อว่าจะมีการส่งข้อมูลมายัง สมช.แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานมา เพราะข่าวเพิ่งออกมา ส่วนในแง่ความมั่นคงนั้นต้องเกี่ยวพันแน่นอน ต้องตรวจสอบว่าที่มีข่าวว่าคนไทยเกี่ยวข้อง 21 คนนั้นข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เป็นใครบ้าง เข้าไปเกี่ยวข้องในลักษณะอย่างไร มีความเกี่ยวข้องและเกี่ยวโยงกับการเงินในไทยอย่างไรบ้าง แล้วต้องดูว่าคนที่มีรายชื่อเกี่ยวข้องกับใครอีกบ้าง

ต้องตรวจสอบแน่นอนถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับสถานะการเงินของประเทศพล.อ.ทวีประบุ

                ขณะที่นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวในถึงเอกสารของปานามาลีกส์ที่เชื่อมโยงกับคนไทยด้วยว่า ต้องให้ ปปง.เป็นผู้ชี้แจง เพราะดูแลโดยตรง ซึ่งคงต้องใช้เวลาเทียบเคียงข้อมูล โดยการที่มีรายงานเหล่านี้ออกมาเป็นระยะๆ ทำให้หน่วยงานไทยต้องตื่นตัว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องประสานทำงานร่วมกัน เพราะถ้าไม่ทำงานร่วมก็อาจมีผลกระทบได้คือไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล

                “ถือเป็นประเด็นท้าทายของผู้ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้โดยตรง และในอนาคตตัวชี้วัดการทำงานในเรื่องเหล่านี้จะมีมากขึ้นด้วย ส่วนเรื่องรายละเอียดต้องรอให้ ปปง.ชี้แจงก่อน ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวถือว่าหน่วยงานต่างประเทศมีการรายงานเรื่องนี้อยู่เป็นระยะ ส่วนจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงขนาดไหน ต้องรอฟัง และต้องทำอย่างรอบคอบไม่ให้ไทยเสียชื่อเสียงนายปณิธานระบุ

                นายปณิธานยังกล่าวว่า การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงินมีการแก้ไขอยู่ตลอด รวมถึงการจัดข้อมูลระบบด้านความมั่นคงให้เป็นระบบเดียวกัน ซึ่งขณะนี้ พล.อ.ประวิตรดำเนินการอยู่ โดยจัดฐานข้อมูลให้เกิดการบูรณาการร่วมกัน เพื่อให้เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ง่าย และเพื่อให้การต่อต้านการทำผิดกฎหมายทำได้ง่ายขึ้น ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ก็เร่งเรื่องนี้อยู่ตลอด และเชื่อว่า สมช.จะเข้ามามีส่วนในการตรวจสอบร่วมด้วย เนื่องจาก พล.อ.ประวิตรได้มอบหมายให้ทาง สมช.ดูแลความมั่นคงด้านไซเบอร์ทั้งระบบ

 

รอประสานข้อมู

 

                พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ รักษาราชการเลขาธิการ ปปง. กล่าวในเรื่องนี้ว่า ปปง.ได้ประสานไปยังสำนักงาน ปปง.ประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามข้อมูลโดยละเอียดอย่างเป็นทางการ ตอนนี้ได้รับทราบข้อมูลจากเพียงทางสื่อมวลชนที่เผยแพร่เท่านั้น ซึ่งปกติหากประเทศใด พบข้อมูลการฟอกเงินของกลุ่มบุคคลใดเข้าข่ายฟอกเงิน จะมีการส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องมายังประเทศที่เกี่ยวข้องกับบุคคลนั้นๆ หรือรายงานข้อมูลให้รับทราบ ส่วนในเรื่องนี้ยังไม่ทราบในรายละเอียดจึงยังตอบไม่ได้ ว่าเป็นกลุ่มหรือบุคคลใดบ้าง ทั้งนี้เวลาในการประสานข้อมูลก็ไม่สามารถตอบได้ว่าจะได้ข้อมูล เมื่อไหร่ อย่างไร

 

                ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Panama Papers ซึ่งระบุข้อมูลของบริษัท Mossack Fonseca ที่มีสำนักงานใหญ่ในประเทศปานามานั้น มีสาขาในไทยตั้งชื่อว่า บริษัท มอสสัค ฟอนเซคา แอนด์ โค. (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ Mossack Fonseca & Co. (Thailand) Ltd. จดทะเบียนเมื่อวันที่ 4 ส.ค.2543 มีทุนจดทะเบียน 2,000,000 บาท ระบุกิจกรรมว่าให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการอื่นๆ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ ตั้งอยู่ที่ 990 อาคารอับดุลราฮิมเพลส ชั้น 31 ห้อง 3104 ถ.พระราม 4 แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร มีนายสตีเฟ่น เอ็ดเวิร์ด แว็กเนอร์ เป็นคณะกรรมการ และมีกลุ่มทุนไทย 2 ราย จดทะเบียน ไว้ 1,020,000 บาท ถือหุ้น 51% และทุนจากหมู่เกาะเวอร์จิน (อังกฤษ) 1 ราย 980,000 บาท ถือหุ้น 49%

                โดยเมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2546 มีการเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียนจาก 1 ล้านบาท เป็น 2 ล้านบาท และมีการเปลี่ยนแปลงชื่อนิติบุคคล 1 ครั้ง จากบริษัท มอสสัค ฟอนเซคา แอนด์ โค เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2543 มาเป็น มอสสัค ฟอนเซคา แอนด์ โค. (ไทยแลนด์) จำกัด เมื่อวันที่ 26 มี.ค.2546 ซึ่งล่าสุดฐานะการเงินมีสินทรัพย์หมุนเวียน 1,024,021.54 บาท มีสินทรัพย์รวม 1,139,779.46 บาท มีหนี้สินหมุนเวียน 145,150.72 บาท หนี้สินรวมและส่วนของผู้ถือหุ้น 1,109,678.50 บาท.

 

 

 

ที่มา ไทยโพสต์ วันที่ 5 เมษายน 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย