| คดี "กล้ายาง" |
|
|
|
|
ศาลฎีกาฯ สั่งรับฟ้อง 44 จำเลยคดี "กล้ายาง" ทั้งนี้ คดีดังกล่าวทางสำนักงานอัยการสูงสุดเห็นว่า สำนวนคดีไม่สมบูรณ์และให้ คตส.สอบสวนเพิ่มเติม แต่ คตส.เห็นว่าสำนวนสมบูรณ์แล้ว จึงมอบหมายให้ตัวแทนจากสภาทนายความเป็นผู้ยื่นฟ้องเอง องค์คณะพิจารณาคำฟ้อง และคำร้องของจำเลยที่ 1-3 , ที่ 6-18 , ที่ 27 และที่ 30 แล้ว ซึ่งจำเลยที่ 2 ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยใน 7 ประเด็น เห็นว่าประเด็นที่ 1-4 ที่จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30 เรื่องการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ขัดหรือแย้งต่อหลักนิติธรรม ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง จารีตประเพณีทางรัฐธรรมนูญหรือประเพณีการปกครองของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2549 นั้น เป็นประเด็นที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้โต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ซึ่งใช้บังคับไม่ได้ตามบทบัญญัติมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ดังนั้น องค์คณะจึงไม่ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สำหรับประเด็นที่ 5-7 ที่จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 นั้น เห็นว่าศาลรัฐธณรมนูญได้มีคำวินิจฉัยแล้วตามคำวินิจฉัยที่ 5/2551 ลงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2551 ว่า ประกาศ คปค. ดังกล่าวลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2549 ไม่ได้มีบทบัญญัติใดขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ไม่ว่าจะเป็นมาตราใด จึงไม่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยซ้ำอีก สำหรับข้อโต้แย้งอื่นๆ ของจำเลยที่ 1-3, ที่ 6-18, ที่ 27 และ ที่ 30 ตามคำร้องดังกล่าว หากจำเลยประสงค์จะโต้แย้งก็ให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในชั้นพิจารณาต่อไป ส่วนคำฟ้องศาลเห็นว่า คำฟ้องที่เสนอต่อศาลเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามมาตรา 9 (1) (2) พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจาณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2545 และคำฟ้องถูกต้องตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2543 ข้อ 8 จึงมีคำสั่งให้ประทับรับฟ้อง ส่วนคำร้องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ลงวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2551 ขอเข้าเป็นโจทก์แทนที่ คตส. องค์คณะเห็นว่า คตส.มีอำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดย คตส ใช้อำนาจ ป.ป.ช.ตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ข้อ 5 และข้อ 9 บัญญัติว่า ให้มติ คตส.ที่พิจารณาเกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกระทำผิดและทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ ร่ำรวยผิดปกติ ให้ถือว่ามตินั้นเป็นมติ ป.ป.ช. ดังนั้น ป.ป.ช.มีอำนาจเข้ามาเป็นโจทก์แทน คตส. ซึ่งสิ้นสุดหน้าที่ไปหลังจากวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2551 ตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 พ.ศ.2550 จึงอนุญาตให้ ป.ป.ช.เข้ามาเป็นโจทก์คดีนี้แทน คตส.ได้ โดยศาลมีคำสั่งให้ส่งหมายเรียก, สำเนาฟ้อง และสำเนาคำร้อง ป.ป.ช. ขอเป็นโจทก์แทนที่ คตส.ให้จำเลยทั้ง 44 คน ซึ่งจำเลยที่มีภูมิลำเนาใน กทม.ให้โจทก์นำเจ้าหน้าที่ศาลส่งหมายภายใน 10 วัน นับแต่วันนี้ ส่วนจำเลยที่มีภูมิลำเนาต่างจังหวัดให้ส่งหนังสือถึงศาลจังหวัด ซึ่งมีอำนาจในเขตพื้นที่นั้น ช่วยดำเนินการส่งหมาย หากการส่งหมายทั้ง 2 กรณี ไม่พบจำเลยเป็นผู้รับหมาย หรือมีผู้แทนรับหมายโดยชอบ ก็ให้ปิดหมาย โดยศาลนัดพิจารณาคดีครั้งแรก ในวันที่ 23 กันยายน เวลา 10.00 น. รายชื่อ44จำเลยคดีทุจริตจัดซื้อกล้ายาง (7กลุ่ม) กลุ่มที่ 1 (กลุ่มอดีตคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตร (คชก.) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการการกลั่นกรอง และประธาน คชก. นายวราเทพ รัตนากร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะกรรมการ คชก. นายสรอรรถ กลิ่นประทุม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกรรมการ คชก. นายอดิศัย โพธารามิก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะกรรมการ คชก. นายพิศิษฐ เศรษฐวงศ์ อดีตรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายปริญญา อุดมทรัพย์ อดีตรองอธิบดีกรมการปกครอง นายราเชนทร์ พจนสุนทร อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ น.ส.บุญมี เลิศพิเชษฐ ผู้อำนวยการกลุ่มงานเงินนอกงบประมาณ นางเสริมสุข ชลวานิช รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ อดีตอธิบดีกรมการค้าภายใน นายกรณรงค์ ฤทธิ์ฤาชัย อดีตรองอธิบดีกรมการค้าภายใน นายสิทธิ บุณยรัตผลิน อีตอธิบดีกรมประมง น.ส.สุชาดา วราภรณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ทั้งหมดถูกฟ้องกระทำผิด ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 151และ 157 ส่วน น.ส.สุกัญญา โตวิวิชญ์ ผู้บริหารส่วนวิเคราะห์ สาขาเศรษฐกิจและนายพิทยาพล นาถธราดล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ถูกฟ้องกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 11 ประกอบมาตรา 83 ตามประมวลกฎหมายอาญา กลุ่มที่ 2 -นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ประธานคณะกรรมการกลางกลุ่มเกษตรกรแห่งประเทศไทย ถูกฟ้องกระทำผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ มาตรา 11 กลุ่มที่ 3 (กลุ่มคณะกรรมการบริหารโครงการ และคณะกรรมการพิจารณาผลประกวดราคา) -นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายจิรากร โกศัยเสวี นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ นายจำนง คงศิลป์ นายสุจินต์ แม้นเหมือน นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ นายสมบัติ ยิ่งยืน นายสมชาย ชาญณรงค์กุล ถูกฟ้องกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ มาตรา 11, 12 และมาตรา 83, 157 และ 341 ตามประมวลกฎหมายอาญา กลุ่มที่ 4 (กลุ่มบริษัทเอกชน) นายสกล บุญชูดวง ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธ์ จำกัด นายญาณกร สิงห์ชุม ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัท เอกเจริญการเกษตร จำกัด นายสำราญ ชัยชนะ ผู้รับมอบอำนาจจาก บริษัท รีสอร์ทแลนด์ จำกัด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธ์ จำกัด ในฐานะผู้ชนะการประกวดราคา บริษัท รีสอร์ทแลนด์ จำกัด บริษัท เอกเจริญการเกษตร จำกัด ในฐานะผู้เสนอราคา ถูกฟ้องกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ มาตรา 4, 10, 11, 12, 13 และประมวลกฎหมายอาญา 86, 157, 341 กลุ่มที่ 5 (กลุ่มกรรมการบริษัทเอกชน) นายวัลลภ เจียรวนนท์ นายมิน เธียรวร นายประเสริฐ พุ่งกุมาร นายธีรยุทธ พิทยาอิสรกุล นายพงษ์เทพ เจียรวนนท์ นายเอี่ยม งามดำรง นายบุญเลิศ ประภากมล นายวรวิทย์ เจนธนากุล นางวิไลลักขณ์ รัตนสวัสดิ์ น.ส.พัชรี ชินรักษ์ นางอนงนุช ภรณวลัย นางเจริญศรี ลือพัฒนสุข ถูกฟ้องกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐมาตรา 4, 9, 10, 11, 12, 13 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86, 157, 341 กลุ่มที่ 6 นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ผู้ริเริ่มโครงการ ถูกฟ้องกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดการเสนอความผิดต่อหน่วยงานรัฐ มาตรา 10, 11, 12 ตามประมวลกฎหมายอาญา 83, 84, 157, 341 กลุ่มที่ 7 นายเนวิน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ถูกฟ้องกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดการเสนอความผิดต่อหน่วยงานรัฐ มาตรา 10, 13 ตามประมวลกฎหมายอาญา 83, 157, 341 ที่มา หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 7 สิงหาคม 2551 หน้า 2 |
| < Prev | Next > |
|---|


