| ปัญหาเรียนฟรี..! |
|
|
|
|
ปัญหาเรียนฟรี..! หนีไม่พ้น เรื่อง ทุจริต / คุณภาพ / เสมอภาค โดย สุชาย จอกแก้ว รู้สึกดีใจ...ที่รัฐบาลส่งเสริมนโยบายเรียนฟรีถึง 15 ปี แสดงว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์เป็นอย่างมาก ดังบาลีว่า "ปัญญา โลกัสสะมิ ปัชโชโต" ปัญญา คือแสงสว่างในโลก ซึ่งถ้าหากมนุษย์ไม่เรียนรู้หรือไม่แสวงหาความรู้ ก็คงไม่มีการพัฒนามาจนถึงปัจจุบันนี้ การศึกษาจึงนับว่าเป็นหัวใจสำคัญของมนุษย์สำหรับการแสวงหาโอกาสในการดำรงชีพหรือดำเนินชีวิต เป็นแสงสว่างในการนำพาชีวิตให้รอดพ้นจากความลำบากความทุกข์ยาก ดังนั้น การส่งเสริมการศึกษา จึงเท่ากับเป็นการส่งเสริมให้คนมีงานทำ มีอาชีพ มีโอกาสในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นนั่นเอง ในความเป็นจริงแล้ว รัฐควรส่งเสริมการศึกษามาตั้งนานแล้ว มิใช่เพิ่งริเริ่มเอาในยุคนี้ แต่ก็ยังไม่สายจนเกินไปที่จะเริ่มต้น ในอดีตผู้นำทางการเมืองอาจคิดว่า ถ้าประชาชนโง่เขลา จะทำให้การปกครองง่ายขึ้น แต่ในปัจจุบันมิอาจเป็นเช่นนั้นแล้ว เพราะเมื่อสภาวการณ์ของโลกแปรเปลี่ยนไป การที่จะให้ประชาชนโง่เขลาต่อไปนั้น ไม่เป็นการดีต่อการปกครองเป็นแน่ เพราะว่าเมื่อประชากรเพิ่มมากขึ้น แต่ทรัพยากรทั้งหลายที่เป็นปัจจัยในการดำรงชีพของมนุษย์กำลังร่อยหรอลง รัฐไม่อาจที่จะอุ้มชูเลี้ยงดูประชาชนได้ทั่วถึงแน่ นอกเสียจากจะต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีการศึกษา มีอาชีพ มีงานทำ มีโอกาสในการแสวงหา จึงจะสามารถช่วยให้เขามีโอกาสดำรงชีพอยู่ในโลกใบนี้ต่อไปได้ เดิมในอดีต การศึกษาคือ การให้เปล่า ผู้ให้ความรู้คือ ครูบาอาจารย์ที่ยอมถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ศิษย์ที่ใคร่อยากเรียนรู้ เพื่อนำความรู้ไปช่วยเหลือคนอื่นต่อๆ ไป เมื่อลูกศิษย์นำวิชาความรู้ไปใช้หรือไปช่วยเหลือสังคมต่อไป ครูบาอาจารย์ก็พลอยได้ชื่อเสียง ความนิยมนับถือตามมา เกิดความผูกพันเคารพนับถือครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์จึงเปรียบประดุจดังบิดามารดาผู้ให้แสงสว่างทางปัญญาแก่ศิษย์เพื่อใช้นำพาชีวิตให้ก้าวหน้าต่อไป แต่ในปัจจุบัน มิอาจเป็นเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว ระบบทุนนิยม กลับกลายทำให้ครูบาอาจารย์เปลี่ยนไปเช่นกัน เพราะการที่ครูบาอาจารย์จะดำรงชีพได้ ก็ต้องอาศัยปัจจัยทั้งหลายเหมือนๆ กัน แม้แต่โรงเรียนวัด โรงเรียนรัฐ ก็ไม่เว้น ระบบทุนนิยม เกิดการแข่งขัน เกิดการแย่งชิง เกิดการเอารัดเอาเปรียบ เกิดการทุจริต เกิดระบบแป๊ะเจี๊ยะ เกิดระบบเส้นสาย ตามมาอย่างไม่อาจที่จะหลีกเลี่ยงได้ แม้จะมีการเรียนฟรี 6 ปี 12 ปี 15 ปี หรือจนถึงตลอดชีวิตก็ตามเถอะ ยากที่ระบบทุนนิยมอันเลวร้ายนี้จะหมดไป นอกเสียจากจะควบคุมไม่ให้แพร่หลายมากขึ้น หรือถ้าหากมีระบบตรวจสอบที่เคร่งครัด เหมือนดังระบบตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่กำลังตรวจสอบนักการเมืองอย่างเคร่งครัดกันในขณะนี้ ก็อาจจะทำให้ระบบทุนนิยมอันเลวร้ายนี้ อาจค่อยๆ ลดลง และหมดสิ้นไปก็เป็นได้ และในขณะนี้ ปัญหาเรียนฟรี ที่น่าเป็นห่วง ก็คือ 1. ปัญหาทุจริต ยังไม่ทันเริ่มนโยบาย ก็มีปัญหาเรื่องทุจริตนมที่ทางโรงเรียนจัดซื้อให้แก่นักเรียนเสียแล้ว ถ้าว่าไปปัญหาเรื่องนี้ก็มีมานานแล้ว รวมทั้งปัญหาทุจริตอาหารกลางวัน หรือหนังสือเรียน ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และต่อไปเมื่อนโยบายมีผลบังคับใช้ ปัญหาเหล่านี้ก็ยังคงเกิดขึ้นต่อไปแน่ และต่อไปก็จะเกิดการทุจริต เกี่ยวกับค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน รวมแล้วเฉพาะการศึกษาอาจเกิดการทุจริตถึง 6 ประการด้วยกัน นี่ไม่นับรวมถึงระบบทุนนิยมอันเลวร้ายดังกล่าวข้างต้นด้วยนะ 2. ปัญหาคุณภาพ นับว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่มีผู้ปกครองคนไหนอยากให้ลูกของตนเรียนโรงเรียนโนเนม ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีคุณภาพ เมื่อผู้ปกครองทั้งหลายต่างแสวงหาโรงเรียนที่มีคุณภาพ ก็พลอยให้ทางโรงเรียนทั้งหลายต่างต้องแข่งขันกัน อวดคุณภาพกัน กลับกลายเป็นว่าโรงเรียนวัด โรงเรียนรัฐ โนเนมไปเสีย ทั้งๆ ที่ก็มีครูบาอาจารย์ที่เก่งๆ เหมือนกัน การศึกษาจึงกลายเป็นธุรกิจหนึ่งที่ทำเงินอย่างมหาศาลให้กับโรงเรียนเอกชน โรงเรียนวัด โรงเรียนรัฐ ที่มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นไปตามระบบทุนนิยมอันเลวร้าย โรงเรียนโนเนมทั้งหลายกลับกลายเป็นโรงเรียน โลเกรด ไม่เป็นที่นิยม ผู้คนก็ต่างดูถูกดูแคลนว่าไม่ได้มาตรฐาน ครูบาอาจารย์โรงเรียนโนเนม ก็พลอยอดอยากปากแห้ง เพราะงบประมาณมีน้อย อุปกรณ์การศึกษาก็ไม่ค่อยมี แล้วจะไปมีกำลังใจพัฒนาการศึกษาอย่างไรเล่า ในเมื่อค่านิยมของผู้คนในปัจจุบันเป็นเช่นนี้ ปัญหาจึงมีว่า ต่อให้เรียนฟรีถึงกี่ปีก็ตาม หากค่านิยม หากคุณภาพของสถานศึกษาและครูบาอาจารย์ยังเป็นเช่นเดิมอยู่ เมื่อเรียนฟรีแล้ว ถามว่า คุณภาพการศึกษา ควรเป็นเช่นไรรึ 3. ปัญหาความเสมอภาค เป็นปัญหาที่กว้างมาก ยากที่จะให้ทุกสิ่งทุกอย่างเสมอหน้ากันได้ แค่ปัญหาเรียนฟรี ก็ยากที่จะเสมอภาคกันแล้ว เกิดข้อถกเถียงกันหลายอย่าง เช่น จะแบ่งงบประมาณให้แต่ละโรงเรียนกันอย่างไร โรงเรียนรัฐควรได้เท่าไร โรงเรียนเอกชนควรได้เท่าไร โรงเรียนวัด มีผู้บริจาคแล้วไม่ต้องเอางบฯได้มั้ย ผู้ปกครองที่มีฐานะควรเสียค่าเล่าเรียนให้ลูกหลาน โรงเรียนเอกชนโรงใดที่ไม่ต้องการเงินอุดหนุนก็ให้แจ้งมา ผู้ปกครองคนใดต้องการสละสิทธิ์ค่าอุปกรณ์เครื่องแบบ ก็ให้สถานศึกษารายงานมา บ้างก็มีข่าวว่า มีสถานการศึกษาหลายแห่งแจ้งว่า ไม่ต้องการเงินอุดหนุนหรืองบประมาณจากรัฐ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้มีการสอบถามไปยังผู้ปกครองนักเรียนรายบุคคลแต่อย่างใดเลย แล้วจะไปล่วงรู้ว่าผู้ปกครองเขาขอสละสิทธิ์หรือขอใช้สิทธิได้อย่างไร บ้างก็มีข่าวว่า แต่ละสถานศึกษาก็ยังคงดำเนินการจัดเก็บรายได้เหมือนเดิม ทำทีไม่ต้องอาศัยรัฐ แต่ก็กลับเรียกเก็บเอากับผู้ปกครองที่ไม่มีโอกาสหาสถานศึกษาให้แก่บุตรหลานได้ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะความจำเป็น คุณภาพ ค่านิยม หรือไม่มีทางเลือกสำหรับผู้ปกครองและเด็กมากนักนั่นเอง สรุปแล้ว หากเป็นเช่นนี้เรียนฟรีหรือไม่ฟรีก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นั่นคือโรงเรียนได้ ผู้ปกครองเสีย เหมือนเดิม เพื่อป้องกันปัญหาและแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐจึงควรต้องมีมาตรการป้องกันมารองรับหรือมีวิธีการแก้ไขมิให้ปัญหาเกิดขึ้น (1) ปัญหาทุจริต ควรมีคณะกรรมการคอยตรวจสอบควบคุมสอดส่องดูแลการใช้งบประมาณอย่างเป็นระบบและเคร่งครัด ทำนองเดียวกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เพื่อป้องกันมิให้มีการทุจริตเกิดขึ้นอีก หากเกิดขึ้นก็สามารถพิสูจน์เอาผิดได้โดยง่าย (2) ปัญหาคุณภาพการศึกษา ควรต้องมีการปฏิรูปการศึกษาอยู่ร่ำไป ต้องพัฒนาคุณภาพทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ นักเรียนนักศึกษา อุปกรณ์การศึกษา และสถานศึกษา ทั้งรัฐ วัด เอกชน ต้องพยายามพัฒนาคุณภาพให้ได้ระดับที่ใกล้เคียงและเท่าเทียมกันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ หากพัฒนาคุณภาพได้ ปัญหาความเสมอภาคก็อาจทำได้ด้วย สิ่งสำคัญสำหรับคุณภาพอาจแบ่งได้ 3 อย่าง คืองบประมาณเข้าถึงทั่วกัน คุณภาพชีวิตเข้าถึงทั่วกัน และเกียรติศักดิ์เข้าถึงทั่วกัน (3) ปัญหาความเสมอภาคหรือเสมอหน้ากัน ถ้าคุณภาพการศึกษาใกล้เคียงกันหรือเท่าเทียมกันแล้ว ความเสมอภาคในเรื่อง ค่าเล่าเรียน ค่าอุปกรณ์การศึกษา ค่ากิจกรรม รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ เกี่ยวกับการศึกษา ก็มีโอกาสที่จะใกล้เคียงกันหรือเท่าเทียมกันในที่สุด ควรมีเกณฑ์มาตรฐานกลางในการเรียกเก็บค่าเล่าเรียน ค่าอุปกรณ์การศึกษา เหมือนกับระบบการเรียกเก็บอื่นๆ ที่ดูเท่าเทียมหรือใกล้เคียงกัน ควรมีการจัดทำสำมะโนครัวการศึกษาว่า ครอบครัวใดมีฐานะหรือไม่มีฐานะ ยากจนหรือมั่งมี ช่วยรัฐได้หรือช่วยรัฐไม่ได้ หากช่วยได้ควรให้รางวัลแห่งความดีงามที่เสียสละ เพื่อเป็นแบบอย่างแก่สังคมที่ผู้คนล้วนแต่สามัคคีรักใคร่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ถ้ายังเห็นว่า การศึกษาคือแสงสว่างนำพาชีวิตให้เจริญก้าวหน้า ก็จงอย่าปล่อยให้การศึกษากลายเป็นธุรกิจทุนนิยมอันเลวร้าย เพราะถ้าเมื่อใดการศึกษาคือธุรกิจ ก็ไม่ต่างอะไรกับปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่เศรษฐกิจถดถอย จิตใจของผู้คนก็พลอยเสื่อมลงไปด้วย ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า ค่าเล่าเรียนเด็กอนุบาลเท่ากับค่าเล่าเรียนปริญญาโท ค่าเล่าเรียนดอกเตอร์เป็นเงินถึงหลักล้าน เท่ากับค่าเล่าเรียนในต่างประเทศ นี่แหละคือ ข้อเสียของระบบทุนนิยม...! ขอให้มีเงิน เรียนอะไรก็จบ มติชนรายวัน วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11325 หน้า 6 |
| < Prev | Next > |
|---|


